กำแพงภาษีและสงครามขยายวง
กำแพงภาษีและสงครามขยายวง 'ทรัมป์ทำพันธมิตรเอเซียฯ หมดศรัทธา' ผลสำรวจชี้ 'อาเซียนหันหาจีน'มากกว่าสหรัฐฯ
1-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ผลกระทบจากมาตรการภาษี สงคราม และความเชื่อมั่นที่พังทลาย กำลังกลายเป็นโจทย์นโยบายที่ซับซ้อนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ท่ามกลางความผิดหวังในความไม่แน่นอนของสหรัฐฯ (US) ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้กำลังเรียนรู้ที่จะกระจายความเสี่ยง ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ปฏิบัติต่อชาติพันธมิตรราวกับเป็นเพียงเบี้ยต่อรอง
ความผันผวนนี้สะท้อนชัดผ่านชะตากรรมของโครงการพัฒนาที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ซึ่งชีลา (Sheila - นามสมมุติ) ผู้บริหารโครงการเกือบ 10 ปี เปิดเผยว่า หลังรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) สั่งระงับงบความช่วยเหลือต่างประเทศในเดือนมกราคม 2025 และนายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกคำสั่งระงับการทำงาน (stop-work directive) องค์กรก็เผชิญการเลิกจ้างระลอกใหญ่ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงพฤษภาคม ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนไปยังพันธมิตรทั่วภูมิภาค
เบี้ยบนกระดานต่อรอง
ความไม่แน่นอนในวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เผยให้เห็นการกลับลำนโยบายอย่างรวดเร็วทั้งด้านการค้า พลังงาน และการทูต ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า อาเซียน (ASEAN) ไม่ได้ละทิ้งสหรัฐฯ หรือหันไปหาจีน (China) แต่กำลังเร่งกระจายความเสี่ยงเพื่อสร้างพื้นที่ดำเนินนโยบายระหว่างสองมหาอำนาจ
ผลสำรวจสภาวะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2026 (State of Southeast Asia 2026 Survey) โดยสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute จากกลุ่มตัวอย่างผู้กำหนดนโยบายและนักธุรกิจกว่า 2,000 คน พบว่า 52% มองการนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เป็นความกังวลทางการเมืองอันดับหนึ่ง แซงหน้าประเด็นความก้าวร้าวของจีนในทะเลจีนใต้ และเป็นครั้งแรกที่จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ภูมิภาคเลือกจะยืนเคียงข้างหากถูกบีบให้เลือก สะท้อนถึงผลกระทบ 18 เดือนจากนโยบายสหรัฐฯ ที่ไร้ทิศทาง ตั้งแต่มาตรการภาษี "วันแห่งการปลดปล่อย" (Liberation Day) ในปี 2025 ที่ขู่เก็บภาษีกัมพูชา (Cambodia) สูงถึง 49% ไปจนถึงสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล (Israel) ต่อต้านอิหร่าน (Iran) ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ฉุดให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงจนชาติอาเซียนต้องประกาศมาตรการฉุกเฉินรับมือ
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (Sihasak Phuangketkeow) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย (Thailand) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะวอชิงตันโพสต์ (The Washington Post) เมื่อวันที่ 27 เมษายน แสดงความอึดอัดใจที่วอชิงตันไม่ได้ให้ความช่วยเหลือต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่ไทยไม่ได้ก่อ ซึ่งนางโจแอน ลิน (Joanne Lin) จากสถาบัน MIT ชี้ว่า ถ้อยแถลงจากชาติพันธมิตรตามสนธิสัญญาอย่างไทยและฟิลิปปินส์นี้ สะท้อนความกังวลในวงกว้างต่อผลพวงนโยบายสหรัฐฯ
ความระแวงทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนพฤษภาคม เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) บรรลุการประชุมสุดยอดผู้นำกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) โดยปราศจากข้อตกลงการค้าที่เป็นรูปธรรมและไม่มีการยืนยันข้อผูกพันด้านความมั่นคงต่อภูมิภาค นายฮันเตอร์ มาร์สตัน (Hunter Marston) จากสถาบัน Lowy Institute ประเมินว่า ฝันร้ายของอาเซียนคือการที่สหรัฐฯ อาจลดบทบาทความมั่นคงเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับจีนข้ามหัวภูมิภาค ทำให้อาเซียนเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่อสหรัฐฯ ที่ยังจำเป็นแต่พึ่งพาไม่ได้
ใหญ่เกินกว่าจะตัดขาด
กระนั้น ภูมิภาคยังไม่สามารถตัดขาด (decoupling) จากสหรัฐฯ ได้เนื่องจากขนาดตลาดและอิทธิพลของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ นายอาเหม็ด อัลเบย์รัก (Ahmed Albayrak) จากสถาบัน Lowy Institute และนายเควิน เฉิน (Kevin Chen) จากสถาบัน RSIS สิงคโปร์ ระบุว่า สหรัฐฯ ยังมีมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ และความมั่นคง แต่อาเซียนได้เร่งลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ หันไปใช้เงินหยวน ทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมทั้งเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มเมอร์โกซูร์ (Mercosur) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
การหันเหเข้าหาปักกิ่ง?
แม้จีนจะมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนของสหรัฐฯ แต่ภาพความจริงกลับซับซ้อน นางชารอน เซียะห์ (Sharon Seah) จากสถาบัน ISEAS เตือนว่า ภูมิภาคยังคงไม่ไว้วางใจจีน จากบทเรียนการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจลงโทษออสเตรเลีย (Australia) และฟิลิปปินส์ รวมถึงแรงกดดันในทะเลจีนใต้ นางโจแอน ลิน (Joanne Lin) ย้ำว่า อาเซียนไม่ได้เลือกข้างจีน แต่กำลังขยายเครือข่ายพันธมิตรกับญี่ปุ่น (Japan) เกาหลีใต้ (South Korea) ออสเตรเลีย อินเดีย (India) และ EU เพื่อลดต้นทุนการพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ภาพลวงตาที่แตกสลาย
ฟิลิปปินส์เป็นจุดที่ได้รับผลกระทบสูงสุดทางความมั่นคง โดยนายฮูลิโอ อมาดอร์ (Julio Amador) จาก Perry World House ชี้ว่า ฟิลิปปินส์ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนภูมิรัฐศาสตร์ที่ผูกพันด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ แต่ผูกผันเศรษฐกิจกับจีน ขณะที่นายวินเซนต์ ไคล์ พาราดา (Vincent Kyle Parada) นักวิชาการในกรุงมะนิลา ตั้งคำถามว่า ทรัมป์จะใช้ไต้หวัน (Taiwan) เป็นเบี้ยต่อรองและตัดราคาพันธมิตรเพื่อผลประโยชน์ตัวเองหรือไม่ ซึ่งจีนถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตนที่ต้องรวมชาติ แม้สหรัฐฯ จะไม่รับรองสถานะรัฐเอกราชแต่ก็มีข้อผูกพันในการจัดหาอาวุธให้ไต้หวันป้องกันตนเอง
ในแง่ระบบพันธมิตร นายเอนริโก กลอเรีย (Enrico Gloria) จากมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ (University of the Philippines) มองว่า ความร่วมมือนี้ยังไม่ล่มสลาย แต่พันธมิตรของสหรัฐฯ กำลังหันไปกระชับความสัมพันธ์ในกรอบพหุภาคีขนาดเล็ก (minilateral) ร่วมกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (New Zealand) สหราชอาณาจักร (Britain) และยุโรป เพื่อเตรียมพร้อมรับอนาคตที่การคุ้มครองจากอเมริกาจะขึ้นอยู่กับวัฏจักรการเมืองภายในของวอชิงตันเป็นหลัก
ด้านนางโจแอน ลิน (Joanne Lin) เสนอแนะว่า ชาติอาเซียนต้องสร้างความสัมพันธ์เชิงสถาบันที่ลึกซึ้งกว่าทำเนียบขาว (White House) โดยผ่านสภาคองเกรส (Congress) ภาคธุรกิจ และมหาวิทยาลัย เพื่อให้คงทนต่อความผันผวนทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น นางชารอน เซียะห์ (Sharon Seah) สรุปว่า วิกฤตตลอด 18 เดือนที่ผ่านมาทำให้ภูมิภาคเห็น "ความงดงามของการกระจายความเสี่ยง" ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตโควิด-19 (Covid-19) ที่เป็นเหตุการณ์หงส์ดำ (black swan) เนื่องจากความเสี่ยงจากทรัมป์สามารถบรรเทาได้ด้วยการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่นายฮูลิโอ อมาดอร์ (Julio Amador) กล่าวทิ้งท้ายว่า แว่นตาสีชมพูที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยใช้มองกิจการต่างประเทศ บัดนี้ได้แตกสลายลงแล้ว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3355344/tariffs-war-and-broken-trust-southeast-asias-trump-problem?module=top_story&pgtype=section