คะแนนเสียงชาวเหมืองทอง ตัวแปรเลือกตั้ง ปธน. เปรู
นักวิเคราะห์ชี้ คะแนนเสียงชาวเหมืองทองรายย่อย อาจเป็นตัวแปรชี้ขาดผลการเลือกตั้ง ปธน. เปรู คนใหม่ในวันอาทิตย์นี้
6-6-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบชี้ขาดของประเทศเปรูในวันอาทิตย์นี้ อาจถูกชี้ขาดโดยเสียงของกลุ่มผู้ทำเหมืองทองคำรายย่อยและเหมืองพื้นบ้าน (artisanal miners) ซึ่งได้รับประโยชน์จากกฎระเบียบที่ผ่อนปรนภายใต้โครงการบริหารจัดการ REINFO ที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2016 และเดิมกำหนดจะสิ้นสุดในปี 2020
โครงการ REINFO เปิดช่องให้ผู้ทำเหมืองรายย่อยสามารถดำเนินกิจการได้โดยที่ยังไม่มีใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมหรือใบอนุญาตประกอบการอย่างสมบูรณ์ และถูกขยายเวลามาแล้วหลายครั้งในช่วงที่ราคาทองคำโลกพุ่งสูง ส่งผลให้ภาคเหมืองนอกระบบเติบโตทั้งในด้านขนาด มูลค่า และอิทธิพลทางการเมือง
ปัจจุบัน ประเมินว่ามีผู้ทำเหมืองนอกระบบราว 500,000 รายในเปรู สร้างมูลค่าการส่งออกทองคำราว 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกทองคำทั้งหมดของประเทศ กลุ่มคนงานเหมืองเหล่านี้จึงกลายเป็นฐานเศรษฐกิจและฐานเสียงทางการเมืองขนาดใหญ่ในชนบท ซึ่งมีศักยภาพจะพลิกผลการลงคะแนนในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสอง ระหว่างผู้สมัครสายอนุรักษนิยม เคโกะ ฟูจิโมริ (Keiko Fujimori) กับผู้สมัครสายซ้าย โรเบร์โต ซานเชซ (Roberto Sanchez)
แม้ยืนอยู่คนละขั้วการเมือง แต่ฟูจิโมริและซานเชซต่างก็เร่งช่วงชิงเสียงสนับสนุนจากผู้ทำเหมืองรายย่อย โดยผลสำรวจชี้ว่าการแข่งขันมีความสูสีและฟูจิโมริมีคะแนนนำเล็กน้อย ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2021 เธอพ่ายแพ้ให้กับเปโดร กาสตีโย (Pedro Castillo) ด้วยคะแนนห่างเพียงราว 45,000 คะแนน หรือ 0.25% และซานเชซในครั้งนี้ก็ได้รับแรงหนุนจากพื้นที่ชนบทซึ่งเคยเป็นฐานเสียงของกาสตีโย
แม้โครงการ REINFO จะถูกกำหนดให้สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ แต่ผู้สมัครทั้งสองฝ่ายดูจะไม่เต็มใจหรือไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะยุติโครงการ ซึ่งได้กลายเป็น “เสาหลัก” ทางการเมืองของเปรูไปแล้ว
ผู้สนับสนุน REINFO มองว่าโครงการนี้คือเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจสำหรับประชาชนหลายล้านคนในพื้นที่ชนบทที่ยากจน แต่ฝ่ายคัดค้านชี้ว่า REINFO กลายเป็นเกราะคุ้มกันให้การทำเหมืองผิดกฎหมายและกลุ่มอาชญากรรม รวมถึงเป็นตัวเร่งความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
การวิเคราะห์ฐานข้อมูลทะเบียน REINFO และข้อมูลการเลือกตั้งของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ชี้ว่า ผู้ทำเหมืองรายย่อยในโครงการดังกล่าวมีแนวโน้ม “เฮดจ์” ด้านการเมือง ด้วยการกระจายแรงสนับสนุนไปยังหลายฝ่าย ขณะที่รัฐบาลเองก็ประสบปัญหาในการคัดกรองและจัดการกับ “ตัวแปรแฝง” หรือผู้เล่นที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายออกจากระบบ
ในขณะเดียวกัน แคมเปญของซานเชซได้รับแรงหนุนสำคัญจากพื้นที่ชนบทตอนในของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการทำเหมืองนอกระบบแพร่หลาย ส่วนกรุงลิมาและเขตเมืองโดยรอบมีแนวโน้มสนับสนุนฟูจิโมริมากกว่า โดยฟูจิโมริเดินหน้าจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเหมืองแร่ที่คัดค้านโครงการ REINFO พร้อมให้คำมั่นว่าจะปราบปรามเหมืองผิดกฎหมาย ควบคู่ไปกับการยกระดับเหมืองนอกระบบให้ทันสมัยและขยายการเข้าถึงสินเชื่อจากภาครัฐ
ซานเชซในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติเคยลงมติสนับสนุนการขยายระยะเวลา REINFO และเสนอแนวคิดให้กระจายสัมปทานเหมืองที่ถูกปล่อยทิ้งร้างจากบริษัทยักษ์ใหญ่ไปให้ผู้ทำเหมืองรายย่อย พื้นที่เหมืองสำคัญหลายแห่งมีบทบาทช่วยผลักดันคะแนนของเขาจนสามารถผ่านเข้าสู่รอบชี้ขาดได้ แม้ก่อนหน้านี้เขาตามหลังในผลสำรวจรอบแรก
ในมิติด้านเศรษฐกิจ เหมืองแร่คิดเป็นเกือบ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเปรู ซึ่งเป็นผู้ส่งออกทองแดง ทองคำ และเงินรายใหญ่ของโลก ทว่า หลายภูมิภาคที่เป็นพื้นที่ทำเหมืองกลับขาดโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนสาธารณะ ซานเชซจึงให้คำมั่นว่าจะเร่งปิดช่องว่างนี้
ซานเชซให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ว่า “ตลอด 30 ปีของการทำเหมือง เมืองเหมืองแร่ยังคงยากจนที่สุดในประเทศของเรา” สะท้อนความไม่สมดุลระหว่างมูลค่าทรัพยากรที่ถูกขุดขึ้นมากับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่น
ด้านมากนา อิสมาเอล ปาโลมิโน (Magna Ismael Palomino) ผู้ประสานงานของ CONFEMIN องค์กรเหมืองรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดของเปรู ระบุว่า กลุ่มผู้ทำเหมืองรายย่อยและผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่ากำลังเทน้ำหนักไปทางซานเชซ โดยเขาต้องการให้สัมปทานที่ถูกทิ้งร้างจากบริษัทยักษ์ใหญ่ถูกนำมากระจายให้คนงานเหมืองรายย่อย และเรียกร้องให้ขยายเวลาโครงการ REINFO อย่างน้อยอีกสามปี
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/world/americas/perus-presidential-runoff-may-hinge-small-gold-miners-seeking-continued-loose-2026-06-05/