'สงครามน้ำ' กำลังทำลายสันติภาพ
'สงครามน้ำ' กำลังทำลายสันติภาพ อันเปราะบางของ'เอเชียใต้'
6-6-2026
Asia Times รายงานว่า ความเปราะบางของสันติภาพในเอเชียใต้กำลังถูกเซาะกร่อนด้วย “สงครามน้ำ” เมื่อความร่วมมือด้านน้ำกว่า 6 ทศวรรษกำลังเปิดทางให้กระแสชาตินิยมเรื่องทรัพยากรน้ำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้แม่น้ำสายสำคัญของภูมิภาคถูกทำให้เป็น “อาวุธรัฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ
ปากีสถาน (Pakistan) แถลงต่อประชาคมโลกกล่าวหาอินเดีย (India) ว่ากำลังดำเนินนโยบายใช้น้ำเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์เพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน
ชนวนเหตุความตึงเครียดครั้งนี้เกิดจากการที่อินเดียประกาศเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่สองโครงการบนแม่น้ำเชนาบ (Chenab River) ได้แก่ โครงการอุโมงค์ผันน้ำมูลค่า 2,352 สิบล้านรูปี (ประมาณ 246 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อผันน้ำส่วนเกินไปยังลุ่มน้ำบีอาส (Beas basin) ในรัฐหิมาจัลประเทศ และโครงการสร้างช่องระบายตะกอนมูลค่า 268 สิบล้านรูปีที่เขื่อนซาลาล (Salal Dam) ในรัฐจัมมู ดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจ National Hydroelectric Power Corporation ของอินเดีย
ทาฮีร์ อันดราบี (Tahir Andrabi) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน วิจารณ์ว่าโครงการเหล่านี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่านิวเดลี (New Delhi) "ใช้น้ำเป็นเครื่องมือสงคราม" ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของปากีสถานและเสถียรภาพในระดับภูมิภาค
นับตั้งแต่อินเดียประกาศระงับสนธิสัญญลุ่มน้ำสินธุ (Indus Waters Treaty หรือ IWT) ชั่วคราวเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว พัฒนาการนี้ได้แผ่ขยายเกินกว่าข้อพิพาทเรื่องน้ำระดับทวิภาคีทั่วไป ทว่าเป็นการรื้อถอนโครงสร้างความร่วมมือที่เคยบริหารจัดการทรัพยากรร่วมที่สำคัญที่สุดของเอเชียใต้มานานกว่าหกทศวรรษ โดยถูกแทนที่ด้วยแนวคิดลัทธิชาตินิยมทางน้ำ (Water nationalism) ที่เปิดช่องให้อินเดียในฐานะประเทศต้นน้ำสามารถกักเก็บ ควบคุม หรือเปลี่ยนเส้นทางน้ำได้ตามความต้องการทางการเมือง ผลลัพธ์นี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบอุทกวิทยาปลายน้ำไปยังบังกลาเทศ (Bangladesh) และส่งผลกระทบย้อนขึ้นสู่ต้นน้ำยังเนปาล (Nepal) ด้วย
สนธิสัญญา IWT ลงนามในปี ค.ศ. 1960 โดยมีธนาคารโลก (World Bank) เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยนานถึงเก้าปี ข้อตกลงระบุให้ปากีสถานดูแลแม่น้ำสายตะวันตก ได้แก่ แม่น้ำสินธุ (Indus), แม่น้ำเจลัม (Jhelum) และแม่น้ำเชนาบ (Chenab) ขณะที่อินเดียได้สิทธิ์ดูแลแม่น้ำสายตะวันออก ได้แก่ แม่น้ำราวี (Ravi), แม่น้ำบีอาส (Beas) และแม่น้ำสุตเลจ (Sutlej) สนธิสัญญานี้เคยรอดพ้นจากสงครามเต็มรูปแบบระหว่างสองมหาอำนาจนิวเคลียร์ถึงสามครั้ง รวมถึงความขัดแย้งที่คาร์กิล (Kargil) และเหตุโจมตีที่พูลวามา (Pulwama) จนอดีตประธานาธิบดี ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhower) แห่งสหรัฐฯ เคยยกย่องว่าเป็น "จุดสว่างเดียวท่ามกลางโลกที่น่าหดหู่"
ทว่าอินเดียได้ระงับสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 เมษายนปีที่แล้ว เพียงหนึ่งวันหลังเหตุโจมตีทางก่อการร้ายที่ปาฮาลแกม (Pahalgam) ในแคชเมียร์ จากนั้นอินเดียได้สั่งยุติกระบวนการแบ่งปันข้อมูลอุทกวิทยา และคณะกรรมการร่วมลุ่มน้ำสินธุ (Permanent Indus Commission) ยุติการดำเนินงานลง ตามมาด้วยการระบายน้ำล้างตะกอนที่เขื่อนซาลาล (Salal Dam) และเขื่อนบากลิฮาร์ (Baglihar Dam) โดยไม่แจ้งเตือนปากีสถาน
นอกจากนี้ อินเดียยังเปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร Operation Sindoor เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมปีที่แล้ว โจมตีเป้าหมายเก้าแห่งในปากีสถานและพื้นที่แคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน แม้จะหยุดยิงในสามวันต่อมา แต่ความขัดแย้งทางน้ำไม่ได้ยุติลง ภายในเดือนธันวาคม ปริมาณน้ำไหลผ่านของแม่น้ำเชนาบในปากีสถานดิ่งลงเหลือเพียง 870 คิวเซก (cusecs) จากเกณฑ์ขั้นต่ำในประวัติศาสตร์ที่มากกว่า 4,000 คิวเซก หรือลดลงเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสอดคล้องกับภาพดาวเทียมที่พบการลดลงอย่างผิดปกติของผิวน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนบากลิฮาร์
โครงการอุโมงค์ผันน้ำเชนาบ-บีอาสล่าสุดนี้ เป็นโครงการที่อินเดียใช้เร่งสร้างบนลำน้ำสายตะวันตกที่แต่เดิมเป็นสิทธิ์ของปากีสถาน เช่นเดียวกับโครงการ Pakal Dul, Kiru, Kwar, Ratle, Dulhasti Stage-II และ Sawalkote โดยอุโมงค์นี้จะเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำออกจากลุ่มน้ำตะวันตกไปยังลุ่มน้ำตะวันออกซึ่งเป็นสิทธิ์ของอินเดีย ถือเป็นการลบล้างพรมแดนอุทกวิทยาตามข้อตกลงปี ค.ศ. 1960 โดยสิ้นเชิง แม้ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (Permanent Court of Arbitration) ณ กรุงเฮก จะมีคำตัดสินชี้ขาดล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมปีนี้ ยืนยันขีดจำกัดการกักน้ำของอินเดีย แต่อินเดียปฏิเสธคำตัดสินโดยอ้างว่าศาลจัดตั้งขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ปัจจุบัน ปากีสถานกำลังเผชิญหน้ากับประเทศต้นน้ำที่มีความแข็งแกร่งกว่าทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร ขณะที่ขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำสำรองของปากีสถานครอบคลุมปริมาณการไหลผ่านของแม่น้ำเพียง 30 วันเท่านั้น ทว่าภาคการเกษตรและการชลประทานคิดเป็นสัดส่วนการใช้น้ำถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และสร้างรายได้เกือบหนึ่งในสี่ของ GDP ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนปากีสถานเกือบ 11 ล้านคนต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารขั้นรุนแรงในปี ค.ศ. 2025 การแทรกแซงแม่น้ำเชนาบของอินเดียจึงสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเกษตรกรปากีสถาน
วิกฤตนี้ยังส่งผลกระทบเชิงระบบไปยังบังกลาเทศ ซึ่งแชร์แม่น้ำร่วมกับอินเดียถึง 54 สาย และสนธิสัญญาแบ่งปันน้ำแม่น้ำคงคา (Ganga Water Sharing Treaty) ปี ค.ศ. 1996 กำลังจะหมดอายุในเดือนธันวาคมปีนี้ (ค.ศ. 2026) โดยอินเดียแสดงท่าทีจะไม่ต่ออายุภายใต้เงื่อนไขเดิม ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ของพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (Bangladesh Nationalist Party หรือ BNP) ได้ประกาศเชื่อมโยงทิศทางการทูตทั้งหมดเข้ากับผลเจรจาแบ่งปันน้ำที่เป็นธรรม ในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำของบังกลาเทศ การลดลงของน้ำจืดส่งผลให้น้ำเค็มรุกล้ำ ทำลายอุตสาหกรรมเกษตรและประมง ซ้ำเติมวิกฤตชายฝั่งจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้านเนปาล (Nepal) ซึ่งมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าพลังน้ำสูงถึง 40,000 เมกะวัตต์ ก็เผชิญปัญหากลุ่มเคลื่อนไหววิจารณ์ข้อตกลงน้ำกับอินเดีย (สนธิสัญญาโกชิ, คันดัก และมหากาลี) ว่าเอื้อประโยชน์ให้อินเดียฝ่ายเดียว การพังทลายของ IWT ทำให้นักวิเคราะห์ในกรุงกาฐมาณฑุเห็นพ้องว่า การเปิดรับเงินลงทุนจากจีน (China) ในโครงการพลังงานน้ำเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งปักกิ่ง (Beijing) ยินดีตอบรับความต้องการนี้
ความมั่นคงในภูมิภาคทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อจีนกำลังเร่งสร้างอภิมหาโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกบนแม่น้ำพรหมบุตร (Brahmaputra) ในทิเบตตอนใต้ มูลค่าโครงการ 168,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2033 มอบอำนาจควบคุมอุทกวิทยาเหนืออินเดียและบังกลาเทศ ทำให้นิวเดลีประกาศแผนแก้เกมลงทุน 77,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างเขื่อนมากกว่า 200 แห่งในรัฐอรุณาจัลประเทศ (Arunachal Pradesh) ดินแดนที่จีนอ้างสิทธิ์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของทิเบตตอนใต้ เกิดเป็นสงครามสะสมแสนยานุภาพทางน้ำ (Hydropower arms race) ที่สะท้อนความย้อนแย้งเชิงหลักการของอินเดีย ซึ่งอ้างสิทธิ์ต้นน้ำเหนือปากีสถาน แต่กลับอ้างหลักการปกป้องรัฐปลายน้ำเพื่อคัดค้านโครงการเขื่อนยักษ์ของจีน
ความตึงเครียดเหล่านี้ถูกเร่งเร้าด้วยวิกฤตโลกร้อน ธารน้ำแข็งหิมาลัยซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดหลักที่เลี้ยงลุ่มน้ำสินธุ คงคา และพรหมบุตร อาจสูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปถึงสองในสามส่วนภายในปี ค.ศ. 2100 ปริมาณน้ำไหลผ่านจะพุ่งสูงสุดกลางศตวรรษนี้ก่อนจะลดระดับลงอย่างถาวร เขื่อนทุกแห่งที่แย่งชิงกันสร้างในปัจจุบันจะกลายเป็นวัตถุความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อแหล่งน้ำแข็งละลายไปหมด
บทเรียนจากลุ่มน้ำสินธุสะท้อนว่า ประเทศที่แข็งแกร่งกว่าสามารถระงับสัญญาแบ่งปันน้ำระหว่างประเทศ ปฏิเสธกลไกศาลสากล และสร้างเขื่อนสร้างความเสียหายต่อปลายน้ำได้อย่างเสรีโดยที่สหประชาชาติ (UN) หรือสถาบันการเงินผู้ร่วมลงนามอย่างธนาคารโลก (World Bank) ทำได้เพียงนิ่งเฉย ซึ่งตัวอย่างนี้กำลังได้รับการศึกษาอย่างใกล้ชิดจากประเทศต้นน้ำในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก
สิ่งที่ภูมิภาคนี้ต้องการเร่งด่วนคือโครงสร้างระเบียบการกำกับดูแลลุ่มน้ำระดับพหุภาคีที่สามารถดึงจีนเข้าร่วมผูกพัน เพื่อคำนวณทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและจัดการทรัพยากรน้ำของเทือกเขาหิมาลัยในฐานะความมั่นคงส่วนรวมของประชากรหลายร้อยล้านคนในเอเชียใต้ ก่อนที่ธารน้ำแข็งหลักจะหมดไปอย่างไร้ทางแก้ไข
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/06/water-wars-washing-away-south-asias-fragile-peace/