EU เตรียมเข้าร่วมกลุ่ม "Pax Silica"
EU เตรียมเข้าร่วมกลุ่ม "Pax Silica" นำโดยสหรัฐฯ มุ่งจำกัดอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน
3-6-2026
Global Times รายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) เตรียมตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ “Pax Silica” ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นความร่วมมือที่นำโดยสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการผงาดขึ้นทางเทคโนโลยีของจีน โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายงานจาก Euro News ระบุว่า ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว สหภาพยุโรปตกลงที่จะจัดซื้อชิป AI จากสหรัฐฯ เป็นมูลค่าอย่างน้อย 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลจากทั้งเจ้าหน้าที่และรัฐสมาชิกภายในกลุ่มเอง
โครงการ “Pax Silica” ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อ “แก้ไขปัญหาการขาดแคลนการเข้าถึงแร่ธาตุหายาก และเพื่อต่อต้านการลงทุนขนาดใหญ่ของจีนในภาคแร่ธาตุและภาคเทคโนโลยี” ข้อมูลจากพอร์ทัลข่าว politico . com ระบุว่า ในปัจจุบันมีประเทศอย่างสหราชอาณาจักร (UK), ญี่ปุ่น (Japan), เกาหลีใต้ (South Korea), อินเดีย (India) และออสเตรเลีย (Australia) เข้าร่วมกลุ่มดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ยังมีสมาชิก EU จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ กรีซ (Greece), ฟินแลนด์ (Finland) และสวีเดน (Sweden) ที่เข้าร่วมไปก่อนหน้านี้
ตามรายงานระบุว่า เหล่าทูตของสหภาพยุโรปมีกำหนดการที่จะให้ไฟเขียวแก่โครงการนี้ในวันพุธนี้ แต่ยังคงต้องผ่านการรับรองจากระดับรัฐมนตรี ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของกลุ่มสหภาพยุโรปต่อการล้าหลังในเทคโนโลยีหลัก ซึ่งนักวิเคราะห์จากจีนมองว่า แทนที่ EU จะหันมาทบทวนสาเหตุของปัญหาเชิงโครงสร้าง กลับเลือกที่จะโหมกระแส “ภัยคุกคามจากจีน” และหวังพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นทางออกเร่งด่วน ซึ่งอาจเป็นการทดสอบแนวคิด “อธิปไตยทางยุทธศาสตร์” (Strategic Autonomy) ของยุโรปอย่างหนักหน่วง และอาจสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี มีความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่สมาชิก EU โดยรายงานจากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ระบุว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนยังคงมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับขอบเขตและวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยเฉพาะฝรั่งเศส (France) ที่ได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน โดยมองว่าโครงการนี้เปรียบเสมือน “ความพยายามในการทำให้ยุโรปตกเป็นอาณานิคม” และขัดแย้งกับวาระด้านอธิปไตยทางเทคโนโลยีของ EU ที่ต้องการลดการพึ่งพาจากซัพพลายเออร์ต่างชาติ ซึ่งรวมถึงฝั่งอเมริกาด้วย
คุย หงเจี้ยน (Cui Hongjian) ศาสตราจารย์จากสถาบันการกำกับดูแลระดับภูมิภาคและระดับโลกแห่งมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง (Beijing Foreign Studies University) ให้ความเห็นว่า จะเกิดการแบ่งขั้วสองระดับภายใน EU อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสมาชิกมีความแตกต่างกันทั้งในด้านขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เขาระบุว่าโครงการนี้จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไฮเทคของ EU พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ซึ่งขัดกับเป้าหมายอธิปไตยทางยุทธศาสตร์ของกลุ่ม “ลองดูที่ภาคเซมิคอนดักเตอร์เป็นตัวอย่าง แม้ EU จะเปิดตัว European Chips Act เพื่อผลักดันการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี แต่โครงการนี้กลับบังคับให้กลุ่มต้องซื้อชิปจำนวนมากจากสหรัฐฯ การกระทำเช่นนี้จะทำลายผลประโยชน์ของ EU หรือไม่?” คุย หงเจี้ยน ตั้งคำถาม
ในขณะที่ โจว มี่ (Zhou Mi) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันการค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของจีน (Chinese Academy of International Trade and Economic Cooperation) กล่าวว่า หากการตัดสินใจนี้ถูกนำไปปฏิบัติจริง จะเพิ่มแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานไฮเทคของ EU มากขึ้น “เมื่อตัดจีนออกไป EU ซึ่งมีซัพพลายเออร์น้อยลง อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันฝ่ายเดียวจากซัพพลายเออร์สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของกลุ่ม” โจว มี่ กล่าวเสริมว่าตนมีความสงสัยว่าผลประโยชน์ของสมาชิก EU ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจริงหรือไม่ โดยระบุว่าพันธมิตรที่จัดตั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นเน้นที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการที่ EU ดำเนินการพุ่งเป้าไปที่จีนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เช่น กฎหมาย Cybersecurity Act และ Industrial Acceleration Act ซึ่งกำหนดข้อกำหนดที่เข้มงวดต่อการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากภาคธุรกิจทั้งในจีนและยุโรป
ทางด้านรัฐบาลจีน กระทรวงการต่างประเทศจีนผ่าน กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าจีนคัดค้านการที่ประเทศใดก็ตามใช้กฎเกณฑ์แบบ “กลุ่มก้อนเล็ก” (Small Clique) เพื่อทำลายระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ โดยระบุว่า “การรักษาบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และเอื้อต่อผลประโยชน์ร่วมกันถือเป็นสิ่งที่ทุกประเทศควรยึดถือ ทุกฝ่ายควรรับผิดชอบด้วยการมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการรักษาเสถียรภาพและความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่สำคัญของโลก”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.globaltimes.cn/page/202606/1362563.shtml