.
สื่อจีนโต้กลับ NATO ว่า “ไร้เดียงสาและน่าขัน” จากการปั่นกระแส “ภัยคุกคามจีน” จากการทดสอบขีปนาวุธตามปกติ เพื่อหาข้ออ้างขยายอิทธิพลสู่เอเชีย-แปซิฟิก
8-7-2026
Global Times เผยแพร่บทบรรณาธิการว่า สื่อทางการจีนเผยแพร่บทวิเคราะห์โจมตีนาโต (NATO) อย่างรุนแรง โดยระบุว่าการที่ NATO ขยายประเด็นการทดสอบขีปนาวุธของจีนก่อนการประชุมสุดยอดที่กรุงอังการา (Ankara) เป็นความพยายามอย่างเงอะงะในการแทรกตัวเข้าสู่ความสนใจของสาธารณชน ซึ่งดูทั้ง "ไร้เดียงสาและน่าสมเพช" พร้อมชี้ว่าการสร้างวาทกรรม "ภัยคุกคามจากจีน" จากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นกลยุทธ์ที่ NATO ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การดำรงอยู่ของตนเอง และหาข้ออ้างในการขยายอิทธิพลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific)
การที่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ออกมาโหมกระพือประเด็น "ภัยคุกคามจากขีปนาวุธของจีน" ในช่วงก่อนการประชุมสุดยอด ณ กรุงอังการา (Ankara) ถือเป็นความพยายามที่ซุ่มซ่ามในการดึงตัวเองเข้าสู่สปอตไลท์ทางการเมือง ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ดูทั้งไร้เดียงสาและน่าสมเพช การกุเรื่อง "ภัยคุกคามจากจีน (China)" ขึ้นมาลอย ๆ นั้น เป็นแผนการที่ NATO คำนวณมาอย่างดีเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่ต่อไปของตนเอง และเพื่อหาข้ออ้างในการแผ่ขยายอิทธิพลทางการทหารเข้าไปยังภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ทั้งนี้ มหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific) มีความกว้างใหญ่เพียงพอที่จะรองรับการพัฒนาที่แบ่งปันร่วมกันของทุกประเทศ และไม่ควรกลายมาเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับวิญญาณหลอนของสงครามเย็น (Cold War) เป็นอันขาด
นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการใหญ่ของ NATO เพิ่งจะพยายามอย่างยิ่งในการนำตนเองเข้าไปอยู่ในความสนใจของสาธารณชน โดยในช่วงก่อนการประชุมสุดยอด NATO เขาถึงกับอ้างว่า NATO "ไม่อาจไร้เดียงสา" ต่อประเทศจีน (China) ในกรณีการทดสอบยิงขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำของจีนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งที่แท้จริงแล้วกิจกรรมดังกล่าวคือการซ้อมรบทางการทหารตามวงรอบปกติ ซึ่งไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายจำเพาะเจาะจงใด ๆ ทว่ากลับถูกจับมาโยงเข้ากับวาทกรรม "ภัยคุกคามจากจีน (China)" ของ NATO อย่างฝืนธรรมชาติ การอินบทบาทอย่างลึกซึ้งของนายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) ในครั้งนี้ บีบให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า จีนกำลัง "คุกคาม" NATO จริง ๆ หรือแท้จริงแล้วเป็น NATO เองที่จำเป็นต้องกุเรื่อง "ภัยคุกคามจากจีน (China)" ขึ้นมาลอย ๆ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างชี้แจงความจำเป็นในการดำรงอยู่ของตนเองกันแน่?
ที่น่าหัวร่อไปกว่านั้นคือ นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) อ้างว่าได้หารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านข้อความสั้นร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศญี่ปุ่น (Japan) โดยระบุว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคทรานส์แอตแลนติก (Transatlantic)" ทว่าในความจริง NATO เป็นเพียงพันธมิตรทางการทหารในแถบแอตแลนติกเหนือ ขณะที่ขีปนาวุธดังกล่าวตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific) และประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น (Japan) ก็ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว โดยปฏิบัติการทั้งหมดไม่ได้ละเมิดอธิปไตยของประเทศใด และไม่ได้คุกคามความมั่นคงของชาติใดเลย แล้วเหตุใดเลขาธิการใหญ่ของ NATO จึงต้องแสดงความเดือดร้อนถึงเพียงนี้? หรือว่าเขาต้องการจะรวมน่านน้ำสากลในมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific) เข้ามาเป็น "เขตอิทธิพล" ของ NATO ด้วยใช่หรือไม่?
กรอบเวลาในการโหมกระพือข่าวเรื่อง "ภัยคุกคามจากขีปนาวุธของจีน" ของนายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เนื่องจากการประชุมสุดยอด NATO ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงอังการา (Ankara) ประเทศตุรกี (Turkey) ในวันอังคารและวันพุธนี้ ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นเวทีที่บรรดาชาติพันธมิตร NATO จะมาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อประเทศสหรัฐฯ (US) ทว่าในทางปฏิบัติ ประเทศในยุโรปกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่การบรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมที่กำหนดขึ้นในการประชุมสุดยอดที่กรุงเฮก (Hague) เมื่อปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการจัดการกับรอยร้าวเชิงยุทธศาสตร์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ยิ่งไปกว่านั้น ที่ภายนอกสถานที่จัดงาน ก็ได้เกิดการประท้วงต่อต้าน NATO ครั้งใหญ่ โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้ชูป้ายคำขวัญต่าง ๆ เช่น "ไม่เอา NATO ไม่เอาสงคราม" (No to NATO, No to War) ทั้งนี้ NATO กำลังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาทั้งภายในและภายนอกอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเปรียบเสมือนซากเดนจากยุคสงครามเย็น (Cold War) ที่ควรจะถูกทิ้งลงถังขยะประวัติศาสตร์ไปนานแล้ว ส่งผลให้ NATO ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาเหตุผลอธิบายการดำรงอยู่ของตนในศตวรรษที่ 21 จนต้องยอมใช้วิธีโหมกระพือข่าวการซ้อมรบตามปกติของประเทศอื่นเพียงเพื่อให้ตนเอง "ยังคงมีความสำคัญ" ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ทั้งไร้เดียงสาและน่าสมเพชอย่างที่สุด
สำหรับการทดสอบยิงขีปนาวุธดังกล่าวนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากลทั่วไปอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ประเทศสมาชิกหลักของ NATO เอง ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ (US) ฝรั่งเศส (France) และสหราชอาณาจักร (UK) ไปจนถึงประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย (India) และรัสเซีย (Russia) ต่างก็ดำเนินโครงการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปภาคพื้นดินหรือขีปนาวุธวิถีโค้งจากเรือดำน้ำเป็นประจำ ซึ่งการทดสอบเหล่านี้หลายครั้งเกิดขึ้นเหนือน่านน้ำสากลหรือในเขตน่านน้ำระหว่างประเทศ และสื่อมวลชนระดับนานาชาติก็มักจะรายงานว่าเป็นเพียง "การซ้อมรบตามวงรอบปกติ" การหยิบยกประเด็นมาโหมข่าวแบบเลือกปฏิบัติในครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวการทดสอบขีปนาวุธ แต่เป็นแนวโน้มของ NATO ที่มักจะปฏิบัติต่อจีน (China) ในฐานะศัตรูในจินตนาการ โดยเมื่อใดก็ตามที่จีนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ก็จะถูกตีตราว่าเป็น "ภัยคุกคาม" ในทันที มาตรฐานดับเบิ้ลสแตนดาร์ดเช่นนี้ได้เปิดเผยถึงแนวคิดแบบสงครามเย็น (Cold War) ที่ฝังรากลึกของ NATO
สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น (Japan) ซึ่งได้เผยเจตนาที่แท้จริงของ NATO ออกมา โดยกระบวนการแผ่ขยายอิทธิพลของ NATO เข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) กำลังเร่งตัวขึ้นผ่านข้อตกลงที่เป็นระบบระเบียบมากขึ้น เช่น การลงนามในแผนงานความเป็นพันธมิตรเฉพาะราย (Individually Tailored Partnership Programme) ร่วมกับญี่ปุ่น (Japan) และความเป็นพันธมิตรในลักษณะคล้ายคลึงกันร่วมกับออสเตรเลีย (Australia) และนิวซีแลนด์ (New Zealand) ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ความกังวลของ NATO ไม่ใช่เรื่องของ "เสถียรภาพในอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific)" แต่เป็นการพยายามหาข้ออ้างเพื่อขยายอิทธิพลเข้าไปในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดประสานอย่างลงตัวกับความทะเยอทะยานของกลุ่มลัทธิทหารใหม่ในญี่ปุ่น (Japan) ที่ต้องการใช้ประโยชน์จาก NATO เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนแผนงานเชิงรุกของตนเอง เมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพจีนที่ไม่เคยเป็นผู้เปิดฉากสงครามเลยแม้แต่ครั้งเดียวนับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) แล้ว ปรากฏว่ากลับเป็น NATO เองที่มีพฤติกรรมการขยายอิทธิพลและการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายใต้หน้ากากของ "การป้องกันร่วม" ประกอบกับลัทธิทหารที่กำลังฟื้นตัวขึ้นของญี่ปุ่นต่างหาก ที่สมควรได้รับการเฝ้าระวังและตื่นตัวอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก
คำถามคือ "ละครเวทีเอเชีย-แปซิฟิก" ของ NATO ในครั้งนี้ แท้จริงแล้วทำขึ้นเพื่อใครกันแน่? จีน (China) ยังคงมีความมุ่งมั่นต่อการพัฒนาอย่างสันติ ดำเนินนโยบายการป้องกันประเทศในเชิงตั้งรับ ยึดมั่นในยุทธศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อการป้องกันตนเอง และรักษาคลังแสนยานุภาพนิวเคลียร์ไว้ในระดับต่ำสุดเท่าที่จำเป็นสำหรับความมั่นคงของชาติ โดยไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันทางอาวุธนิวเคลียร์กับประเทศใด ๆ การปรับปรุงกองกำลังนิวเคลียร์ให้ทันสมัยของจีนมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มพันธมิตรทางการทหารนอกภูมิภาคอย่าง NATO เข้ามาแทรกแซงในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) และเข้ามาจุดชนวนความขัดแย้งและความไม่มั่นคงตรงหน้าประตูบ้านของจีน ในทางกลับกัน NATO ต่างหากที่เป็นฝ่ายแสดงพฤติกรรมราดน้ำมันบนกองไฟและหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยกในพื้นที่วิกฤตต่าง ๆ ทั่วโลก จนทำให้ตนเองได้รับการตราหน้าว่าเป็นผู้กระหายสงคราม ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้นำของหลายประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอด NATO ในปีนี้ ถือเป็นสิ่งชี้ชวนและคำตอบที่ชัดเจนในตัวเอง และหาก NATO ยังคงเชื่อว่าตนเองมีสิทธิ์หรือมีจุดยืนอันชอบธรรมทางศีลธรรมที่จะสั่งสอนผู้อื่นเกี่ยวกับสันติภาพ นั่นหมายความว่า NATO กำลังอ่านสถานการณ์ของยุคสมัยผิดไปอย่างรุนแรงและมีความไร้เดียงสาอย่างยิ่ง
ถึงเวลาแล้วที่ NATO จะต้องยุติละครปาหี่ในการนำเอาขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของจีน (China) มาใช้เป็นประเด็นต่อรองทางการเมือง การตีตราจีนว่าเป็น "ภัยคุกคาม" ในขณะที่พยายามยื่นมือข้ามพรมแดนเข้ามาประชิดประตูบ้านของจีนนั้น เป็นการแสดงที่ซุ่มซ่ามซึ่งไม่มีวันหลอกลวงประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ได้สำเร็จ มหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific) มีความกว้างใหญ่เพียงพอที่จะรองรับทุกประเทศที่รักสงบ และไม่ควรกลายมาเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับวิญญาณหลอนของสงครามเย็น (Cold War) อีกต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.globaltimes.cn/page/202607/1365401.shtml