ออสเตรเลีย–ฟิจิลงนามสนธิสัญญาป้องกันร่วม สกัดจีน
ออสเตรเลีย–ฟิจิลงนามสนธิสัญญาป้องกันร่วม สกัดจีนในแปซิฟิกใต้ พร้อมเปิดช่องให้นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี และตองกา เข้าร่วมกลุ่มความมั่นคงภูมิภาค
10-7-2026
Asia Times รายงานว่า ภูมิภาคแปซิฟิกใต้ (South Pacific) ได้แปรสภาพจากพื้นที่ชายขอบสู่ศูนย์กลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเด่นชัด โดยการลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันระหว่าง นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี (Anthony Albanese) แห่ง ประเทศออสเตรเลีย (Australia) และ นายกรัฐมนตรีสิติวินี ราบูกา (Sitiveni Rabuka) แห่ง ประเทศฟิจิ (Fiji) ณ กรุงซูวา (Suva) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (2026) ถือเป็นก้าวสำคัญที่สถาปนาออสเตรเลียในฐานะ "พันธมิตรด้านความมั่นคงที่เป็นตัวเลือกแรก" (Security Partner of Choice) เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของ ประเทศจีน (China)
ความร่วมมือครั้งนี้ส่งผลให้ ประเทศฟิจิ (Fiji) กลายเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการรายที่สี่ของ ประเทศออสเตรเลีย (Australia) ถัดจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา (United States), ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) และ ประเทศปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) ซึ่งเป็นการตอบโต้อย่างเป็นระบบต่อสถานการณ์ความไม่มั่นคงหลัง ประเทศจีน (China) ทำข้อตกลงความมั่นคงลับกับ ประเทศหมู่เกาะโซโลมอน (Solomon Islands) เมื่อปี พ.ศ. 2565 (2022)
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2569 (2026 Australian National Defence Strategy - NDS) ได้สะท้อนท่าทีเชิงรุกที่เป็นอิสระมากขึ้นของออสเตรเลีย โดยตั้งเป้างบประมาณกลาโหมร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี พ.ศ. 2576–2577 (2033–2034) เพื่อยกระดับการแผ่อิทธิพลทางทหารในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ (Southwest Pacific) ท่ามกลางกระแสการเมืองหลายขั้วอำนาจ (Multipolar) ที่บีบให้ประเทศหมู่เกาะต่าง ๆ ต้องหันมาแสดงเจตจำนงของตนเอง
แกนหลักของข้อตกลงทวิภาคี (Key Framework of the Treaty)
กรอบข้อตกลงทวิภาคีระหว่าง ประเทศออสเตรเลีย (Australia) และ ประเทศฟิจิ (Fiji) ได้ผสานเครื่องมือป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมเข้ากับมิติความยืดหยุ่นสมัยใหม่ผ่าน 2 กลไกสำคัญ:
พันธมิตรโอเชียนออฟพีซ (Ocean of Peace Alliance): ทำหน้าที่เป็นสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันโดยพฤตินัย (De Facto) ระบุให้การโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคือภัยคุกคามร่วม และได้รับการออกแบบโครงสร้างแบบ "เปิดกว้าง" (Open-ended) เพื่อปูทางให้ ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand), ประเทศปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) และ ประเทศตองกา (Tonga) เข้าร่วมเป็นสถาปัตยกรรมความมั่นคงร่วมในอนาคต
ความตกลงวูวาเลยูเนียน (Vuvale Union): มุ่งเน้นการปฏิรูปความมั่นคงภายใน การฝึกอบรมตำรวจ แบ่งปันข้อมูลกรอง และการส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาท่าเรือ และการขยายวีซ่าผ่านโครงการเคลื่อนย้ายแรงงานแปซิฟิก-ออสเตรเลีย (Pacific Australia Labour Mobility - PALM) ซึ่งเป็นแนวทางเศรษฐกิจพึ่งพาแบบ "การทูตครอบครัว" ที่ต่างจากโมเดลเน้นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของ ประเทศจีน (China) ภายใต้ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดกับดักหนี้สินระยะยาว (Debt Traps)
ความขัดแย้งเชิงวาทกรรมและอธิปไตยเชิงปฏิบัติ (The Narrative Clash)
สถานการณ์ในแปซิฟิกใต้กำลังเผชิญหน้ากันระหว่างวาทกรรม "ความมั่นคงทางทหารเชิงรุก" (Hard Security) ที่ผลักดันโดยกลุ่มพันธมิตรตะวันตกผ่านกรอบความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรในมหาสมุทรแปซิฟิกสีน้ำเงิน (Partners in the Blue Pacific - PBP) กับ "ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม" ที่ประเทศหมู่เกาะให้ความสำคัญ โดยผู้นำแปซิฟิกได้ยืนยันผ่านปฏิญญาว่าด้วยมหาสมุทรแปซิฟิกสีน้ำเงินแห่งสันติภาพ (Declaration on the Blue Pacific Ocean of Peace) ว่าภัยคุกคามที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งกองทุนเพื่อความยืดหยุ่นแห่งแปซิฟิก (Pacific Resilience Facility - PRF) เพื่อพึ่งพาตนเองทางการเงิน
ฟิจิ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในฐานะศูนย์กลางคมนาคม เส้นทางสายเคเบิลใต้ทะเล และเป็นที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการเวทีประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum - PIF) รวมถึงการมีกองกำลังของตนเองคือ กองทัพสาธารณรัฐฟิจิ (Republic of Fiji Military Forces - RFMF) ทำให้ออสเตรเลียได้ประโยชน์จากความร่วมมือทางทหารและการฝึกร่วม (Interoperability)
อย่างไรก็ตาม ประเทศหมู่เกาะยังคงยึดหลัก "อธิปไตยเชิงปฏิบัติ" (Pragmatic Sovereignty) เช่นเดียวกับ ประเทศหมู่เกาะโซโลมอน (Solomon Islands) ภายหลังการเลือกตั้งของ นายกรัฐมนตรีแมทธิว เวล (Matthew Wale) ในปี พ.ศ. 2569 (2026) ที่เลือกจะรักษาสมดุลด้วยการฟื้นสัมพันธ์ความมั่นคงกับออสเตรเลีย ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจกับจีนต่อไป
ความท้าทายและการคาดการณ์อนาคต (Projections)
ท่าทีของ ประเทศออสเตรเลีย (Australia) ย่อมสร้างความตึงเครียดกับ ประเทศจีน (China) ซึ่งคัดค้านข้อตกลงความมั่นคงในลักษณะสงครามเย็น โดยจีนเคยออกเตือนออสเตรเลียภายหลังการทำสนธิสัญญากับ ประเทศปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) และ ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ในปี พ.ศ. 2569 (2026) แต่นายกรัฐมนตรีราบูกาได้ยืนยันว่าสิทธิ์อธิปไตยนี้จะไม่กระทบความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน
ความท้าทายหลักของออสเตรเลียคือการยอมรับอำนาจต่อรองของประเทศขนาดเล็กในการปฏิเสธเงื่อนไขผูกขาด (Exclusivity Clauses) ดังเช่นการเจรจาข้อตกลงนากามาล (Nakama’al Agreement) รอบใหม่ใน ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) และประสานงานวาระความมั่นคงให้สอดคล้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ประเทศหมู่เกาะเผชิญ
ในท้ายที่สุด ยุทธศาสตร์ "การเผชิญหน้าอย่างถาวร" (Permanent Contestation) ของออสเตรเลียจะเป็นบททดสอบว่า ประเทศระดับกลาง (Middle Power) เช่นออสเตรเลีย จะสามารถสร้างเสถียรภาพหรือจะทำให้ภูมิภาคแปซิฟิกใต้ตกอยู่ภายใต้การแบ่งขั้วการแข่งขันที่แข็งกร้าวและแยกจากกันอย่างเด็ดขาดในที่สุด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/07/australia-fiji-pact-a-hard-pacific-pushback-against-china/