ธ.กลางทั่วโลก “โหวตให้ทองคำ” เพิ่มสัดส่วนในงบดุล
ธนาคารกลางทั่วโลก “โหวตให้ทองคำ” ผ่านการเพิ่มสัดส่วนในงบดุล
13-7-2026
การกระทำย่อมดังกว่าคำพูด สุภาษิตเก่าแก่นี้อาจเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดทองคำในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผลสำรวจจากธนาคารกลางสองฉบับได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนอย่างยิ่ง
ผลสำรวจของ สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) พบว่า ธนาคารกลางถึง 45% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดว่าจะเพิ่มการถือครองทองคำสำรองภายใน 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ผลสำรวจประจำปีของ OMFIF ระบุว่า ผู้บริหารเงินสำรองระหว่างประเทศยังคงจัดให้ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำรองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ท่ามกลางการกระจายการลงทุนในระบบการเงินโลกที่กำลังแตกออกเป็นหลายขั้วมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจสะท้อนเพียงสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบาย ตั้งใจจะทำ เท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นดังกล่าวอย่างชัดเจน
ข้อมูลเงินสำรองล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางไม่ได้เพียงแสดงความเชื่อมั่นต่อทองคำด้วยคำพูด แต่กำลัง ลงมือปฏิบัติจริง
สภาทองคำโลกรายงานว่า ในเดือนพฤษภาคม ธนาคารกลางทั่วโลกได้ซื้อทองคำเข้าสู่ทุนสำรองสุทธิรวม 41 ตัน ซึ่งเป็นการสานต่อแนวโน้มการเข้าซื้อทองคำของภาครัฐที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายปี จากนั้น เมื่อราคาทองคำปรับฐานลงในเดือนมิถุนายน ผู้ซื้อรายใหญ่จากภาคธนาคารกลางกลับยิ่งเพิ่มการเข้าซื้อมากขึ้น
ธนาคารกลางจีนเพิ่มการถือครองทองคำอีก 15 ตัน นับเป็นการซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน และยังเป็นปริมาณการซื้อรายเดือนที่มากที่สุดของจีนในปีนี้ ขณะที่ ธนาคารกลางโปแลนด์ (National Bank of Poland) มีความเคลื่อนไหวเชิงรุกยิ่งกว่า โดยสะสมทองคำแล้ว 82 ตัน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
อดัม กลาปินสกี ผู้ว่าการธนาคารกลางโปแลนด์ ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ธนาคารกลางใช้โอกาสจากการที่ราคาทองคำปรับตัวลงในการเพิ่มปริมาณทุนสำรอง
ประเด็นนี้ควรได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะสะท้อนภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อย
ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนเก็งกำไรจำนวนมากได้ถอนตัวออกจากตลาดทองคำเพื่อไล่ตามกระแสการปรับขึ้นของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่นักลงทุนอีกจำนวนหนึ่งก็ทยอยขายทองคำออก เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น
คำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะเริ่มเดินตามเส้นทางที่ธนาคารกลางกำลังปูไว้เมื่อใด ธนาคารกลางไม่ได้ซื้อทองคำเพราะคาดว่าเงินเฟ้อในเดือนหน้าจะออกมาสูงกว่าคาด หรือเพราะเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กำลังจะลดอัตราดอกเบี้ย พวกเขาไม่ได้ซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไรจากโมเมนตัมของราคา
สิ่งที่ธนาคารกลางกำลังทำ คือการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในระยะยาว ผู้บริหารเงินสำรองของธนาคารกลางประเมินความเสี่ยงในกรอบเวลาหลายทศวรรษ ไม่ใช่เพียงไม่กี่ไตรมาส
พวกเขากำลังสร้างฐานะเงินสำรองที่สามารถรองรับความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของค่าเงิน และระบบการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็น พหุขั้ว (Multipolar) มากขึ้น
เสน่ห์ของทองคำอยู่ที่คุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ทางการเงิน กล่าวคือ มีสภาพคล่องสูง เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) และไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายการคลังหรือนโยบายการเงินของรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ การอ่อนตัวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา จึงไม่ได้ทำให้ความต้องการซื้อจากภาคธนาคารกลางลดลง
ในทางตรงกันข้าม ราคาที่ลดลงกลับกลายเป็น จังหวะเข้าซื้อที่น่าสนใจยิ่งขึ้น สำหรับธนาคารกลางหลายแห่ง นี่คือประเด็นที่นักลงทุนควรจับตามองอย่างใกล้ชิด.
ที่มา Kitco News