ญี่ปุ่นพลิกโฉมความมั่นคงยุคหลังสงครามโลก
ญี่ปุ่นพลิกโฉมความมั่นคงยุคหลังสงครามโลก ตั้งหน่วยข่าวกรองกลางสายลับครั้งแรก ลดพึ่งพาสหรัฐฯ รับมือจีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ
14-7-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ญี่ปุ่นเตรียมจัดตั้งหน่วยงานข่าวกรองแบบรวมศูนย์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้รับคำแนะนำจากพันธมิตรตะวันตก เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคงในการรับมือภัยคุกคามจากต่างชาติ
รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าจัดตั้งหน่วยข่าวกรองกลาง เพื่อปรับปรุงศักยภาพด้านการป้องกันประเทศจากการจารกรรม การแทรกแซงจากต่างชาติ และภัยคุกคามรูปแบบอื่น ๆ จากประเทศคู่แข่ง โดยกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาสูงของรัฐสภาญี่ปุ่น (National Diet) เมื่อเดือนพฤษภาคม หลังผ่านสภาล่างก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน
ภายหลังการพึ่งพาข่าวกรองจากสหรัฐฯ (US) มาอย่างยาวนาน และการยึดแนวทางสันติภายใต้รัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) ระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ถือเป็น “ก้าวแรก” ในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านข่าวกรองของประเทศ
กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้จัดตั้ง 2 องค์กรหลัก ได้แก่ National Intelligence Council ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการด้านการรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวกรองของรัฐบาล และหน่วยปฏิบัติการข่าวกรอง โดยเป็นการปรับโครงสร้างจาก Cabinet Intelligence and Research Office (CIRO) เดิม ไปสู่ระบบแบบรวมศูนย์ในรูปแบบ National Intelligence Council และ National Intelligence Bureau
แม้โครงสร้างใหม่นี้จะไม่เทียบเท่ากับ Central Intelligence Agency (CIA) ของสหรัฐฯ แต่รายงานของ The New York Times ระบุว่า พันธมิตรตะวันตก เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี (Germany) และออสเตรเลีย (Australia) กำลังให้คำแนะนำแก่ญี่ปุ่นในการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าว
เคน โคทานิ (Ken Kotani) ศาสตราจารย์จาก Nihon University มองว่า โมเดลหน่วยข่าวกรองใหม่ของญี่ปุ่นจะมีลักษณะเฉพาะของตนเอง ขณะที่ซันชิโร โฮซากะ (Sanshiro Hosaka) นักวิจัยจาก International Centre for Defence and Security ในเอสโตเนีย (Estonia) ระบุว่า การปฏิรูปครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพข่าวกรองของรัฐบาล ผ่านการเสริมการประสานงาน ลดข้อจำกัดระหว่างหน่วยงาน และทำให้ข้อมูลข่าวกรองตอบโจทย์ผู้กำหนดนโยบายมากขึ้น
รัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลว่า ประเทศกำลังเผชิญภัยคุกคามจากหลายประเทศในภูมิภาค ได้แก่ เกาหลีเหนือ (North Korea) รัสเซีย (Russia) และจีน (China) จึงจำเป็นต้องมีหน่วยข่าวกรองแห่งชาติที่เข้มแข็งเพื่อตอบโต้
โคทานิอธิบายว่า นโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่นในช่วงสงครามเย็นมีแนวโน้มสอดคล้องกับสหรัฐฯ แต่ในระยะหลัง ญี่ปุ่นเริ่มดำเนินนโยบายของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
ทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรว่าใช้งบกลาโหมไม่เพียงพอและพึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป อีกทั้งยังมีท่าทีไม่ชัดเจนต่อการปกป้องประเทศพันธมิตรขนาดเล็ก ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเพิ่มขีดความสามารถด้านข่าวกรองของตนเอง
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังขาดกฎหมายต่อต้านการจารกรรมที่มีประสิทธิภาพ ทำให้กิจกรรมข่าวกรองจากต่างชาติบางส่วนไม่ถูกลงโทษ โฮซากะอ้างคำให้การของอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองรัสเซีย เช่น สตานิสลาฟ เลฟเชนโก (Stanislav Levchenko) และคอนสแตนติน เปรโอบราซเชนสกี (Konstantin Preobrazhensky) ที่เคยระบุว่าญี่ปุ่นเป็น “สวรรค์ของสายลับ”
ในช่วงสงครามเย็น หน่วยข่าวกรองโซเวียตมุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยี ข้อมูลอุตสาหกรรม และฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น ขณะที่ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ เนื่องจากเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในเอเชียและเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า
โฮซากะเสนอว่า ญี่ปุ่นควรมีกฎหมายความโปร่งใสต่ออิทธิพลจากต่างชาติ เพื่อเปิดเผยกิจกรรมล็อบบี้ และยับยั้งการแทรกแซงที่ผิดกฎหมาย รวมถึงกฎหมายต่อต้านการจารกรรมที่เอื้อให้สามารถปฏิบัติการลับและสืบสวนภายใต้ตัวตนสมมติได้
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โครงสร้างข่าวกรองแบบกระจายอำนาจในปัจจุบันของญี่ปุ่นเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใดมีอำนาจบังคับให้เกิดความร่วมมือหรือป้องกันการกระจัดกระจายของข้อมูลข่าวกรอง
โคทานิระบุว่า อำนาจทางการเมืองของ CIRO เดิมค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องจากไม่ได้รับอำนาจตามกฎหมายด้านข่าวกรองตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1952 อีกทั้งภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังมีข้อจำกัดในการดักฟังหรือดำเนินคดีกับบุคคลต่างชาติที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับข่าวกรอง
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม นายกรัฐมนตรีทากาอิจิได้เร่งขยายบทบาทด้านความมั่นคงและกองทัพของญี่ปุ่น โดยในเดือนธันวาคม คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลาโหมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 58,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมจัดสรรมากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาระบบป้องกันโดรนและเลเซอร์สำหรับปกป้องพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้
ต่อมาในเดือนเมษายน รัฐบาลยังขยับเข้าใกล้การยกเลิกข้อห้ามการส่งออกอาวุธร้ายแรง เช่น รถถังและเรือรบ ซึ่งมีมายาวนาน
ทิศทางใหม่ดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงต่อต้านสงครามในญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของ Jiji ในเดือนเมษายนพบว่า มีเพียง 19% ที่คัดค้านร่างกฎหมายปฏิรูปข่าวกรอง ขณะที่ประมาณ 40% ไม่แสดงความเห็น และที่เหลือสนับสนุน
โคทานิระบุว่า “ข้อห้ามทางสังคมเดิม ๆ เกี่ยวกับประเด็นนี้เริ่มลดลง” โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวมากนัก อย่างไรก็ดี ประเด็นการเฝ้าระวังของรัฐยังคงเป็นเรื่องอ่อนไหวในญี่ปุ่น เนื่องจากประสบการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อหน่วยตำรวจพิเศษ Tokko เคยเฝ้าติดตาม จับกุม และทรมานประชาชนจากความเชื่อทางการเมือง
รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ซึ่งประกาศใช้ในปี 1947 หลังสงคราม ยังกำหนดให้ญี่ปุ่นละทิ้งการทำสงคราม ส่งผลให้ประเทศไม่เคยมีหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของตนเอง และต้องพึ่งพาสหรัฐฯ มาโดยตลอด
แม้การจัดตั้งหน่วยงานใหม่จะเผชิญเสียงวิจารณ์ภายในประเทศ แต่โฮซากะยืนยันว่า การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการหวนกลับไปสู่ระบบข่าวกรองแบบเดิมที่อาจถูกใช้กับประชาชน โดยระบุว่า “กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้สร้างอำนาจใหม่ที่มีนัยสำคัญในการรวบรวมหรือปฏิบัติการต่อต้านข่าวกรอง”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/w09qms