บริษัทไม่ได้เตรียมพร้อมให้กับพนักงานรับมือAI
บริษัทต่างๆไม่ได้เตรียมความพร้อมให้กับพนักงานในการรับมือกับคลื่นซึนามิของAI
15-7-2026
การศึกษาฉบับใหม่ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับกำลังแรงงานทั่วโลกพบว่า “ความวิตกกังวล” คือคำที่อธิบายความรู้สึกของคนทำงานส่วนใหญ่ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นต่ออาชีพของตนเอง อนาคตของตน หรือคลื่นยักษ์แห่ง AI ที่กำลังคุกคามจะกวาดทุกสิ่งทุกอย่างไป
ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทนายความ นักบัญชี หรือพนักงานธุรการ ต่างกำลังตั้งคำถามเดียวกันว่า วันหนึ่งเครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนที่งานของเราหรือไม่ และเราควรเตรียมตัวอย่างไรสำหรับสิ่งที่ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้
รายงานฉบับใหม่จาก ADP Research ซึ่งเผยแพร่ในเดือนนี้ ระบุว่า มีเพียง 22% ของแรงงานทั่วโลก ที่ "เห็นด้วยอย่างยิ่ง" ว่างานของตนปลอดภัยจากการถูกยกเลิกหรือแทนที่ ผลการศึกษานี้มาจากหนึ่งในแบบสำรวจความคิดเห็นของแรงงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยสำรวจคนทำงานกว่า 39,000 คนใน 36 ประเทศ
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของ Ipsos ซึ่งดำเนินการร่วมกับ Epoch AI พบว่า ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งได้ใช้งาน AI ภายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเพื่อการใช้งานส่วนตัวหรือการทำงาน และในกลุ่มพนักงานประจำ 20% ระบุว่า AI ได้เข้ามารับหน้าที่บางส่วนของงานที่พวกเขาเคยทำ
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้พนักงานเกิดความกังวล คนทำงานตั้งแต่สิงคโปร์ไปจนถึงเมืองสโปแคนในสหรัฐฯ ต่างพยายามทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่นี้จะส่งผลต่ออนาคตของตนอย่างไร และสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกอุ่นใจแต่อย่างใด โลกธุรกิจยังไม่สามารถโน้มน้าวให้พนักงานยอมรับปัญญาประดิษฐ์ด้วยความเต็มใจได้
Nela Richardson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ADP กล่าวระหว่างการแถลงข่าวผลสำรวจที่นครนิวยอร์กว่า
"แม้ตลอดสามปีที่ผ่านมา อัตราการว่างงานทั่วโลกจะอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ และเศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลของเรากลับสะท้อนให้เห็นว่า คนทำงานทั่วโลกยังคงรู้สึกไม่มั่นคงในหน้าที่การงานอย่างแพร่หลาย"
รายงาน ADP Research Today at Work 2026 ซึ่งอ้างอิงจากแบบสำรวจที่เก็บข้อมูลในช่วงปลายฤดูร้อนปี 2025 ถูกอธิบายโดย Nick Lichtenberg แห่งนิตยสาร Fortune ว่า
"เป็นภาพสะท้อนของกำลังแรงงานทั่วโลกที่กำลังติดอยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร และความไม่แน่นอนอย่างลึกซึ้ง ความวิตกกังวลนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศและทุกอุตสาหกรรม แต่ ADP พบว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือพนักงานระดับล่างขององค์กร"
จากรายงานดังกล่าว พบว่า ในกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกำลังหลักขององค์กรส่วนใหญ่ มีเพียง 18% เท่านั้นที่เชื่อว่างานของตนมีความมั่นคง ส่วนผู้จัดการมีความเชื่อมั่นมากกว่าเพียงเล็กน้อยที่ 21%
ตามที่คาดไว้ ความมั่นใจในความมั่นคงของงานเพิ่มขึ้นตามระดับตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ โดยผู้จัดการระดับกลางอยู่ที่ 23% ผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ 31% และผู้บริหารระดับ C-suite หรือผู้บริหารสูงสุดขององค์กรอยู่ที่ 35%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งบุคคลอยู่สูงขึ้นในลำดับชั้นขององค์กร ก็ยิ่งกังวลน้อยลงว่าจะสูญเสียตำแหน่งของตน อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ก็มีเพียงมากกว่าหนึ่งในสามเล็กน้อยเท่านั้นที่รู้สึกว่างานของตนมีความมั่นคง ตามรายงานของ Fortune
ความแตกต่างระหว่างประเทศก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นกัน ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการทำงานที่ทุ่มเทให้กับองค์กร มีเพียง 5% ของแรงงาน ที่รู้สึกว่างานของตนมีความมั่นคง ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในบรรดาประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจ ขณะที่ไนจีเรียมีแรงงานที่มั่นใจในความมั่นคงของงานมากที่สุด โดยอยู่ที่ 38% ส่วนในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 28%
ในภาพรวมของโลก คนทำงานอายุ 18–26 ปี เป็นกลุ่มที่มองโลกในแง่ดีที่สุด โดย 29% เชื่อว่าตนเองมีทักษะที่จำเป็นสำหรับความก้าวหน้าในอาชีพ
ในทางตรงกันข้าม คนทำงานอายุ 55–64 ปี สะท้อนภาพที่น่าหดหู่กว่า มีเพียง 18% ที่รู้สึกว่าตนพร้อมสำหรับอนาคตในระดับเดียวกัน และเพียง 12% เท่านั้นที่เชื่อว่าบริษัทกำลังลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของพวกเขา
ขณะเดียวกัน มีเพียง 20% ของคนทำงานอายุน้อย ที่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่องานของตนในปีข้างหน้า ส่วนในกลุ่มอายุ 55–64 ปี ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 10%
นักวิจัยของ ADP มองว่าสภาวะความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เกิดจากความล้มเหลวด้านภาวะผู้นำเป็นสำคัญ
พนักงานที่รู้สึกว่าหัวหน้างานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและศักยภาพของตน มีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าตนมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มากกว่าถึง 5.3 เท่า
Richardson กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "คนทำงานอายุน้อยมีความมั่นใจในทักษะของตนเองมากกว่าอย่างชัดเจน ส่วนคนทำงานที่อายุมากกว่ามักบอกว่าตนเองยังไม่พร้อมทางการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแม้พวกเขาจะมีรายได้สูงกว่า แต่กลับรู้สึกว่าภาระทางการเงินหนักกว่า อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าตนมีประสิทธิภาพและความผูกพันกับงานน้อยกว่าคนรุ่นใหม่ ความเยาว์วัยและการมองโลกในแง่ดีมักเดินควบคู่กัน"
ผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึง วิกฤตด้านความผูกพันของพนักงาน (employee engagement) ที่น่ากังวล โดยในปีที่ผ่านมา มีแรงงานทั่วโลกเพียง 19% เท่านั้นที่มีความทุ่มเทและมีส่วนร่วมกับงานอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2024
นั่นหมายความว่า แรงงานราว 80% ทั่วโลกไม่ได้ทุ่มเทศักยภาพอย่างเต็มที่ในการทำงาน ในกลุ่มพนักงานที่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่านายจ้างกำลังลงทุนเพื่อพัฒนาพวกเขา 53% มีความผูกพันกับงานในระดับสูง ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 12% ในกลุ่มที่ไม่รู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเอง
ขณะเดียวกัน พนักงานที่รู้สึกว่างานของตนมีความหมาย มีแนวโน้มที่จะมีความผูกพันกับงาน มากกว่าผู้ที่ไม่รู้สึกเช่นนั้นถึง 12.5 เท่า
Richardson กล่าวเพิ่มเติมว่า "การพัฒนาทักษะใหม่ (Upskilling) ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจ เป็นพันธสัญญาแห่งความไว้วางใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง"
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่า ระดับความไว้วางใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างยังคงมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยี AI สามารถถูกนำมาใช้แทนงานของมนุษย์ได้ทุกเมื่อ และบ่อยครั้งก็เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมนำไปสู่ความกังวล ความไม่มั่นใจ และบรรยากาศที่ซบเซาในสถานที่ทำงานโดยไม่จำเป็น
คนทำงานต้องการหลักประกันว่า องค์กรจะลงทุนในการพัฒนาศักยภาพของพวกเขาในระดับเดียวกับที่กำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลให้กับเทคโนโลยี AI ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี หากองค์กรสามารถสร้างความเชื่อมั่นเช่นนี้ได้ การก้าวเข้าสู่ยุคของ AI ก็จะเป็นสิ่งที่น่าวิตกน้อยลงสำหรับทุกฝ่าย
ที่มา RT