.
ฉีกตำราการเงินโลก? เมื่อ “สินทรัพย์ปลอดภัย” สะดุด หุ้น AI พุ่ง แต่พันธบัตรสหรัฐฯ–ทองคำ–เงินเยนอ่อนแรงในยุคสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
13-7-2026
CNBC รายงานว่า โดยปกติเมื่อเกิดความผันผวนหนักในตลาดการเงิน นักลงทุนมักรู้ดีว่าควรนำเงินไปหลบที่ไหน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasurys) เงินเยนของญี่ปุ่น (Japanese yen) และทองคำ (gold) ซึ่งล้วนถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” มายาวนาน
แต่ในปี 2026 สูตรสำเร็จนั้นเริ่มใช้ไม่ได้อย่างที่เคยเป็น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีอัตราผลตอบแทน (yield) ปรับขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น เงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และราคาทองคำปรับตัวลงแรงจากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม
นักกลยุทธ์ตลาดการเงินมองว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ “ช่วงหนีความเสี่ยง” (risk-off) แบบคลาสสิก หากแต่เป็นความผันผวนที่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างความกลัวเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนแท้จริงที่สูงขึ้น ความกังวลด้านฐานะการคลัง และช่องว่างดอกเบี้ยที่กว้างระหว่างประเทศ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าความต้องการ “ที่หลบภัย” แบบเดิม ในขณะที่นักลงทุนจำนวนมากยังคงไล่ตามโอกาสทำกำไรในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เฟรเดริก นอยมันน์ (Frederic Neumann) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชียของ HSBC ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าความอยากเสี่ยงของนักลงทุนในภาพรวมยังแข็งแรง และเงื่อนไขทางการเงินของโลกยังผ่อนคลายมาก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงตลาดเอเชียบางแห่งทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง เมื่อเม็ดเงินแห่เข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น Nvidia และ Intel ในสหรัฐฯ รวมถึง Samsung Electronics, SK Hynix และ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ในเอเชีย
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ เฮนนิง พ็อตสตาดา (Henning Potstada) หัวหน้าฝ่ายบริหารสินทรัพย์หลายประเภท (global head of multi asset) จากผู้จัดการกองทุน DWS
“ตัวขับเคลื่อนสำคัญของหุ้นคือการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS growth) นั่นคือปัจจัยเดียวที่สำคัญในระยะยาวสำหรับหุ้น และตอนนี้ประมาณการ EPS กำลังปรับขึ้น” พ็อตสตาดา (Potstada) กล่าวกับ CNBC
พันธบัตร–เงินเฟ้อ–หนี้สาธารณะ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รายล้อมอยู่ในเวลานี้ ตลาดตราสารหนี้กลับไม่ได้เห็นเม็ดเงินหลบภัยไหลเข้ามาอย่างที่เคย เพราะสองปัจจัยสำคัญคือความคาดหวังเงินเฟ้อ และความยั่งยืนของหนี้ภาครัฐ
พ็อตสตาดา (Potstada) จาก DWS อธิบายว่า “สงครามอิหร่านทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งจาก 60 ดอลลาร์ไปถึง 120 ดอลลาร์ และทำให้ทั้งการคาดการณ์เงินเฟ้อและเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงปรับสูงขึ้น นี่คือสถานการณ์ที่ตลาดพันธบัตรไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตเศรษฐกิจ แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังเงินเฟ้อ”
เมื่อความคาดหวังเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น พันธบัตรในภาพรวมจึงน่าดึงดูดน้อยลง เพราะเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าที่แท้จริงของดอกเบี้ยคงที่ในอนาคต ทำให้ราคาพันธบัตรในปัจจุบันมีแรงกดดันให้ปรับลดลง
ด้านความยั่งยืนของหนี้ แม้นักลงทุนจะยังมีความเชื่อมั่นสูงต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ระดับการขาดดุลของรัฐบาลกลางยังสร้างความกังวลอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อปีที่แล้ว ร็อบ แคปแลน (Rob Kaplan) รองประธานบริษัท Goldman Sachs เคยเตือนว่า “เราพูดถึงเรื่องขาดดุลกันมาเสมอ แต่เวลานี้เรามีระดับหนี้สุทธิสูงกว่าที่เคยเห็นตลอดชีวิตของเรา”
ในขณะนั้น แคปแลนระบุว่าขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่คาดไว้ราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6–7% ของ GDP ถือว่าสูงในเชิงประวัติศาสตร์ หากเทียบกับช่วงเวลาที่ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย
ตัวเลขจริงออกมาต่ำกว่าเล็กน้อย โดยสำนักงานงบประมาณสภาคองเกรส (Congressional Budget Office) คาดว่าสหรัฐฯ จะมีขาดดุลงบประมาณราว 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 5.8% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2026 แต่ระดับดังกล่าวก็ยังสะท้อนภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง
ทองคำที่ไม่เปล่งประกาย
ในสายตานักลงทุน ทองคำเคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทั้งกษัตริย์และสามัญชนใช้ป้องกันความเสี่ยงมาตลอดประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ดี การปรับตัวอ่อนแรงของราคาทองคำในรอบนี้ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากตั้งคำถาม
บิลลี เหลียง (Billy Leung) นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Global X ETFs ระบุอย่างชัดเจนว่า “ทองคำไม่ได้แสดงพฤติกรรมเหมือนสินทรัพย์ปลอดภัยแท้ๆ ในช่วงหลัง”
เขาอธิบายว่า ราคาทองถูกกดดันจากดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนแท้จริง (real yields) ที่สูงขึ้น ซึ่งมักเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางราคาทอง แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนก็ตาม
พ็อตสตาดา (Potstada) จาก DWS เห็นด้วยว่าการเคลื่อนไหวของราคาทองในรอบนี้ “ผิดไปจากรูปแบบเดิม” เขามองว่าปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากเม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนเก็งกำไรที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดทองคำในช่วงดีดตัวแรงปีที่แล้ว ทำให้ความผันผวนในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย “เงินร้อน” มากขึ้น อย่างไรก็ดี เขายังยืนยันว่าในเชิงโครงสร้าง ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีบทบาทในพอร์ตลงทุนสำหรับช่วงวิกฤต
เงินเยน: Safe Haven ที่เริ่มหมดมนต์เสน่ห์
เมื่อพูดถึงเงินเยน นักวิเคราะห์หลายรายเริ่มใช้โทน “ระมัดระวังมากขึ้น” การเบี่ยงเบนของนโยบายจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) ปัญหาความยั่งยืนของหนี้ภาครัฐ และความอ่อนแอของค่าเงิน ทำให้บางฝ่ายตั้งคำถามว่า เยนอาจไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยที่เชื่อถือได้เหมือนในอดีต
โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักช่วยให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น แต่แม้ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นทำสถิติผลตอบแทนสูงสุด และกระทรวงการคลังญี่ปุ่นใช้งบประมาณถึง 74,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าแทรกแซงค่าเงิน เยนก็ยังอ่อนค่าลงไปอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์
ณ วันที่ 3 กรกฎาคม ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวบริเวณ 162 เยนต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนความอ่อนค่ารุนแรง
ในด้านฐานะการคลัง ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงถึงประมาณ 204.4% ในปี 2026 ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งจัดว่าเป็นระดับสูงที่สุดในโลก
บิลลี เหลียง (Leung) ระบุว่า “เยนกลายเป็นสินทรัพย์ที่พึ่งพาไม่ได้มากขึ้น เพราะความแตกต่างด้านนโยบายกับ BOJ และความอ่อนไหวต่อส่วนต่างผลตอบแทน (yield differentials)”
บทเรียนใหม่ของ Safe Haven
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สินทรัพย์ปลอดภัยไม่ได้หายไปจากโลกการลงทุน แต่พฤติกรรมของมันกลับยากคาดเดามากขึ้น แทนที่ Treasurys, ทองคำ และเงินเยน จะปรับขึ้นพร้อมกันทุกครั้งที่ตลาดสั่นไหว ตอนนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเริ่มตอบสนองต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินของตัวเองมากขึ้น
สำหรับนักลงทุน ความหมายคือ “ตำราวิกฤต” แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การสร้างภูมิคุ้มกันในพอร์ตอาจต้องอาศัยการผสมผสานสินทรัพย์หลากหลายชนิดที่สอดคล้องกับบริบทเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยจริง และภาระหนี้ มากกว่าการทุ่มเงินไปที่สินทรัพย์ปลอดภัยชนิดเดียวแบบที่เคยทำในอดีต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.cnbc.com/2026/07/03/safe-havens-arent-behaving-like-they-used-to-heres-whats-changed.html?taid=2829ea82-76ff-493c-90bf-8dd04746489c&utm_campaign=trueanthem&utm_content=main&utm_medium=social&utm_source=twitter