EU ถกมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าจากเวสต์แบงก์
EU ถกมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าจาก “นิคมตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายของอิสราเอล” ในเวสต์แบงก์ ลดเม็ดเงินหนุนการยึดครอง
14-7-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า คณะรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรป หรือ European Union (EU) ได้ร่วมเปิดการประชุมครั้งสำคัญ ณ กรุงบรัสเซลส์ (Brussels) ประเทศเบลเยียม (Belgium) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อร่วมหารือและประเมินระดับเสียงสนับสนุนต่อการปรับใช้มาตรการใหม่ในการจำกัดและสกัดกั้นการค้ากับนิคมชาวยิวผิดกฎหมายของประเทศอิสราเอล (Israel) ในเขตพื้นที่ยึดครองเวสต์แบงก์ (West Bank) ซึ่งการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ European Union ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) ต่อประเทศอิสราเอล (Israel) จากกรณีการขยายโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างและการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ดังกล่าว
"ทุกฝ่ายต่างมีความเห็นพ้องกันว่า สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเขต West Bank นั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป" คายา คัลลาส (Kaja Kallas) หัวหน้านโยบายต่างประเทศของ European Union กล่าวแถลงในช่วงเริ่มต้นการประชุม
"สิ่งที่เป็นไปในพื้นที่ West Bank ณ เวลานี้ กำลังทำให้ความเป็นไปได้ของแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบสองรัฐ (Two-state solution) เลือนหายและไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้ในทางปฏิบัติ" คายา คัลลาส (Kallas) ระบุเสริม
สำหรับการหารือที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในกลุ่มประเทศสมาชิก European Union เกี่ยวกับประเด็นนิคมสร้างตนเองของประเทศอิสราเอล (Israel) มีรายละเอียดและข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจดังนี้
รายละเอียดมาตรการและทางเลือกที่คณะมนตรีต่างประเทศร่วมหารือ
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากนักการทูตระดับสูงของ European Union และเจ้าหน้าที่ฝ่ายยุโรปที่ไม่ประสงค์ออกนามรายหนึ่งว่า ฐานการหารือในครั้งนี้อ้างอิงมาจากเอกสารลับ (Confidential paper) ของคณะกรรมาธิการยุโรป หรือ European Commission ซึ่งมีการเสนอทางเลือกในการปฏิบัติการไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ การปรับใช้ระบบใบอนุญาตนำเข้า (Import licensing system) การกำหนดอัตราภาษีศุลกากรในระดับสูงเพื่อขัดขวางการนำเข้า (Prohibitive tariffs) หรือการบังคับใช้มาตรการสั่งห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด (Ban)
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา European Union มักเผชิญความยากลำบากในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญเกี่ยวกับภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากปัญหาความแตกแยกและความเห็นที่แตกต่างอย่างรุนแรงและยืดเยื้อในกลุ่มชาติสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอิสราเอล (Israel) และประเทศปาเลสไตน์ (Palestine)
บรรดานักการทูตระบุว่า การอภิปรายในการประชุม ณ กรุงบรัสเซลส์ (Brussels) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไม่ได้คาดหวังว่าจะนำไปสู่การตัดสินใจอย่างเป็นรูปธรรมในทันที ทว่ามีเป้าหมายหลักเพื่อทดสอบสัญญานและประเมินแรงสนับสนุนจากชาติสมาชิกว่ามีมากพอที่จะผลักดันมาตรการนี้ให้ก้าวหน้าต่อไปได้หรือไม่
สถานการณ์และตัวเลขการขยายตัวของนิคมยิวผิดกฎหมายในเขต West Bank
ประเทศอิสราเอล (Israel) ได้เข้ายึดครองพื้นที่ West Bank มาตั้งแต่ปี 1967 โดยในปัจจุบันมีกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คน อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าว (ไม่นับรวมพื้นที่เมืองเยรูซาเลมตะวันออก (East Jerusalem)) ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ประมาณ 3 ล้านคน
ในเดือนนี้ คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของประเทศอิสราเอล (Israel) ได้อนุมัติแผนการจัดตั้งนิคมชาวยิวแห่งใหม่จำนวน 13 แห่งในพื้นที่ตอนกลางของเขตยึดครอง West Bank
จากข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยโดย Palestinian Forum for Israeli Studies (MADAR) ระบุว่า ตัวเลขการจัดตั้งนิคมแห่งใหม่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงระยะหลัง โดยในช่วงระหว่างปี 2012 ถึง 2022 มีการจัดตั้งนิคมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 แห่งต่อปี ทว่าตัวเลขดังกล่าวได้พุ่งทะยานขึ้นเป็น 32 แห่งในปี 2023 ตามด้วย 62 แห่งในปี 2024 และแตะระดับสูงสุดถึง 86 แห่งในปี 2025
ขณะเดียวกัน นัสเซอร์ คดูร์ (Nasser Khdour) ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิจัยภูมิภาคตะวันออกกลางประจำองค์กร Armed Conflict Location and Event Data Project (ACLED) เปิดเผยว่า ปี 2026 นี้ ถือเป็นปีที่มียอดผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลสูงที่สุด นับตั้งแต่ ACLED ได้เริ่มบันทึกข้อมูลและติดตามสถานการณ์ในประเทศปาเลสไตน์ (Palestine) มานานร่วมทศวรรษ
"เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นครอบคลุมตั้งแต่การเข้าทำร้ายร่างกายชาวปาเลสไตน์ การทำลายทรัพย์สิน การสร้างความเสียหายต่ออาคารสถานที่และเครื่องมือทางการเกษตร การถอนทำลายต้นไม้ ตลอดจนการนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปรุกล้ำแทะเล็มพืชผลในพื้นที่การเกษตรของชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุจี้ปล้นและลักทรัพย์ ซึ่งรวมถึงการขโมยอุปกรณ์การเกษตร ฝูงแกะ และผลผลิตทางการเกษตรด้วย" นัสเซอร์ คดูร์ (Khdour) ระบุในข้อมูลที่เผยแพร่บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ACLED เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
แรงบิดคั้นและการเผชิญหน้ากับความเห็นต่างทางนโยบายภายในกลุ่ม EU
ภายใต้กระแสกดดันเพื่อให้บล็อกพันธมิตร European Union ดำเนินมาตรการที่เป็นเอกภาพร่วมกัน ทางฝ่ายบริหารของกลุ่มประเทศสมาชิกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กำหนดข้อเสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อจำกัดการค้ากับกลุ่มนิคมชาวยิว ซึ่งรวมถึงมาตรการแบนห้ามนำเข้าสินค้า
"มีการร้องขอและเรียกร้องเข้ามาเป็นจำนวนมากจากประเทศสมาชิกเกี่ยวกับกรณีการสั่งห้ามทำการค้ากับกลุ่มนิคมสร้างตนเองที่ผิดกฎหมายเหล่านี้" คายา คัลลาส (Kallas) กล่าว "เราคงต้องมาติดตามดูกันว่า ทางเลือกต่าง ๆ ที่ได้รับการเสนอในเวลานี้จะได้รับแรงผลักดันและแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นจากประเทศสมาชิกหรือไม่"
ทว่าทางด้าน แม็กซิม เปรโวต์ (Maxime Prevot) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเบลเยียม (Belgium) ได้แสดงความเห็นคัดค้านเชิงวิจารณ์ว่า ทางเลือกต่าง ๆ ที่ได้รับการเสนอออกมานั้น ดูเป็นเพียงแค่ "เศษกระดูกที่โยนลงมาให้แทะเล่น มากกว่าจะเป็นความปรารถนาอย่างแท้จริงในการขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้า" พร้อมระบุเตือนว่า "สิ่งที่เรากำลังเรียกร้องในเวลานี้คือข้อเสนอที่มีความก้าวหน้าและเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง"
นอกจากนี้ ในกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) ยังคงมีข้อถกเถียงและเห็นต่างในประเด็นทางกฎหมายว่า การขับเคลื่อนมาตรการจำกัดการค้าดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับมติเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ หรือต้องการเพียงแค่คะแนนเสียงข้างมากแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted majority) เท่านั้น
เหล่านักการทูตเปิดเผยว่า ตัวแสดงหลักอย่างประเทศเยอรมนี (Germany) และประเทศอิตาลี (Italy) ยังคงไม่มีการตัดสินใจหรือแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อการเคลื่อนไหวในครั้งนี้
ย้อนรอยจุดยืนเชิงนโยบายของ European Union ต่อกรณีข้อพิพาท
ปัจจุบัน มีกลุ่มประเทศสมาชิกของ European Union หลายประเทศ รวมถึงประเทศสเปน (Spain) ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Republic of Ireland) ที่ได้ประกาศใช้มาตรการข้อจำกัดทางการค้าของตนเองต่อนิคมสร้างตนเองของประเทศอิสราเอล (Israel) ในเขตยึดครองของปาเลสไตน์ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากกิจกรรมเหล่านั้นถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา European Union ได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรจำนวน 4 แห่ง และบุคคลอีก 3 ราย จากกรณีที่ระบุว่าเป็นพฤติกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและเป็นระบบต่อชาวปาเลสไตน์ในเขต West Bank
ขณะเดียวกัน ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ International Court of Justice (ICJ) ได้ระบุไว้ในคำวินิจฉัยเชิงแนะนำ (Advisory opinion) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ว่า การยึดครองดินแดนปาเลสไตน์และการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ West Bank ของประเทศอิสราเอล (Israel) ถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย และรัฐภาคีต่าง ๆ ควรปรับใช้มาตรการเพื่อป้องกันความสัมพันธ์ทางการค้าหรือการลงทุนที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดการรักษาสถานการณ์ดังกล่าวไว้
อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่ผ่านมา กิเดียน ซาร์ (Gideon Saar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศอิสราเอล (Israel) ได้ออกมาวิจารณ์ความพยายามของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่มุ่งบังคับใช้กฎหมายตามคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นพฤติกรรมที่ "น่าอับอายอย่างยิ่ง"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/muqlfd