กลุ่มทุน-มหาเศรษฐีรัสเซียย้ายเงินหนีการควบคุมปูติน
กลุ่มทุนและมหาเศรษฐีรัสเซียย้ายเงินหนีการควบคุมของปูตินในภาวะสงคราม โยกสินทรัพย์สู่คริปโท–ทอง–อสังหาฯ ต่างประเทศ เพื่อหลบความเสี่ยงถูกรัฐยึด
18-7-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า มหาเศรษฐีรัสเซียจำนวนมากกำลังเร่งย้ายเงินและสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐออกนอกประเทศ เพื่อหนีความเสี่ยงจากการยึดทรัพย์และแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศยุคสงครามยูเครนและมาตรการคว่ำบาตร โดยกระแสเงินทุนจำนวนมากกำลังไหลไปสู่คริปโทเคอร์เรนซี ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ และกองทุนเอกชนในตะวันออกกลาง
รายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg News) อ้างข้อมูลจากชาวรัสเซียผู้มั่งคั่ง 6 ราย และแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการตัดสินใจของมหาเศรษฐีหลายคน ระบุว่า ชนชั้นนำการเงินของรัสเซีย รวมถึงผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้ย้ายเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐออกไปต่างประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและฐานะการคลังของรัฐบาล
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการยึดทรัพย์สินมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่องโดยรัฐ ซึ่งยิ่งทำให้ชนชั้นนำรัสเซียหวั่นเกรงว่าความมั่งคั่งของตนจะถูกยึดหรือสูญเสียไปในที่สุด แหล่งข่าวระบุว่า มหาเศรษฐีบางรายได้ย้ายสินทรัพย์เพิ่มเติมออกจากประเทศในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อความกังวลต่อความมั่นคงของระบบธนาคารรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้น
เอกสารทางการ เช่น งบการเงินบริษัทและบันทึกการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่บลูมเบิร์กตรวจสอบ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพอร์ตการลงทุนที่ชัดเจนในปีที่ผ่านมา โดยชนชั้นนำจำนวนหนึ่งลดการถือสินทรัพย์ในประเทศ และหันไปถือครองคริปโทเคอร์เรนซี ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ และกองทุนเอกชนในภูมิภาคอ่าวอาหรับมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยแหล่งข่าวขอปิดชื่อเนื่องจากข้อมูลเกี่ยวข้องกับการจัดการการเงินส่วนตัว
ดมิทรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกเครมลิน ปฏิเสธให้ความเห็นต่อคำถามเกี่ยวกับกระแสเงินทุนไหลออกของชนชั้นนำรัสเซีย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มหาเศรษฐีรัสเซียเคยได้รับการต้อนรับในโลกตะวันตกและสร้างภาพลักษณ์จากดีลธุรกิจขนาดใหญ่ การซื้ออสังหาริมทรัพย์หรู และงานสังสรรค์ฟุ่มเฟือย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังปูตินสั่งรุกยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ (US) และยุโรปตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สงครามเย็น มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศบีบให้มหาเศรษฐีจำนวนมากต้องย้ายสินทรัพย์กลับรัสเซียและจดทะเบียนบริษัทใหม่ในประเทศ โดยหลายคนเห็นสินทรัพย์ต่างประเทศของตนถูกอายัด
อย่างไรก็ดี การนำสินทรัพย์กลับประเทศทำให้พวกเขาเผชิญความเสี่ยงอีกรูปแบบ นับตั้งแต่ปี 2024 ทางการรัสเซียได้เร่งดำเนินการยึดทรัพย์สินจากมหาเศรษฐีในคดีใหญ่หลายกรณี รวมถึงผู้ที่ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์กับโลกภายนอกผ่านการถือสองสัญชาติ หรือผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งทางการมาก่อน ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจรัสเซียตั้งแต่ปี 2025 ทำให้กำไรของพวกเขาลดลง และจำกัดโอกาสในการรักษาและเพิ่มพูนความมั่งคั่งภายในประเทศ
บุคคล 2 รายที่ใกล้ชิดกับการตัดสินใจลงทุนของมหาเศรษฐีหลายคน ระบุว่า แม้จะยากต่อการวัดเงินทุนไหลออกที่เกิดจากธุรกรรมไม่เป็นทางการ เช่น คริปโทเคอร์เรนซี แต่การประเมินเชิงอนุรักษนิยมชี้ว่า เงินที่ไหลออกจากรัสเซีย “นอกตัวเลขทางการ” ในปีนี้อยู่ในระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และสูงกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน พวกเขาย้ำว่า ความหวั่นเกรงต่อการยึดทรัพย์และความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กระแสเงินทุนไหลออกกลับมารุนแรงขึ้นในช่วงปีล่าสุด
แม้สงครามและมาตรการคว่ำบาตรจะสร้างอุปสรรค มหาเศรษฐีรัสเซียจำนวนมากยังคงมองหาโอกาสลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่อง การไหลออกของเงินทุนจึงเป็นภาพที่เห็นได้ชัดตลอดช่วงสงคราม โดยธนาคารกลางรัสเซียเคยประเมินว่ามีเงินราว 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไหลออกนอกประเทศในปีแรกของความขัดแย้ง
รายงานระบุว่า ปูตินกำลังมองหาวิธีเพิ่มรายได้หลังถูกเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังเตือนว่า การใช้จ่ายเพื่อทำสงครามในยูเครนอาจอยู่ในเส้นทางที่ “รับไม่ไหว” หากไม่มีการปรับโครงสร้าง เขาต้องการปกป้องงบประมาณด้านกลาโหมและหันไปลดรายจ่ายด้านอื่นแทน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เผชิญความยากลำบาก มหาเศรษฐีรัสเซียกลับเห็นความมั่งคั่งของตนเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและสังคมให้พวกเขาต้องแบ่งเบาภาระมากขึ้น
ผู้ประกอบการบางรายแสดงความกังวลเพิ่มขึ้นหลังการประชุมลับกับปูตินเมื่อเดือนมีนาคม ที่ซึ่งมหาเศรษฐีสุเลยมาน เคอริมอฟ (Suleiman Kerimov) เสนอให้ผู้เข้าร่วมประชุมบริจาคเงินจำนวนมากให้แก่รัฐ เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงว่าธุรกิจของพวกเขาส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นในยุคทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่รัฐเปิดทางให้เอกชนเข้าถือครองทรัพย์สินของรัฐในราคาต่ำ ปูตินต้อนรับข้อเสนอของเคอริมอฟ ขณะที่ต่อมา เปสคอฟออกมาปฏิเสธว่าประธานาธิบดีไม่ได้เรียกร้องให้เหล่ามหาเศรษฐีจ่ายเงินเข้ารัฐ แม้เคอริมอฟจะเสนอจะมอบเงินก้อนใหญ่ด้วยตนเองก็ตาม
นักธุรกิจรายหนึ่งยอมรับว่ากำลังย้ายเงินไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น ไซปรัสและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เนื่องจากกังวลต่อแรงกดดันจากรัฐต่อกลุ่มมหาเศรษฐี อีกสองรายระบุว่าพวกเขายังคงลงทุนใน UAE ตุรกี (Turkey) และซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ในระดับใกล้เคียงปีก่อน ๆ ขณะที่อีกหนึ่งรายเผยว่าได้เริ่มลงทุนในทวีปแอฟริกาแล้ว แหล่งข่าวที่ดูแลการจัดการการเงินของลูกค้าชาวรัสเซียผู้มั่งคั่งระบุเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่ปี 2024 ความสนใจของกลุ่มทุนรัสเซียในการนำเงินไปพักไว้ในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ด้านอัยการสูงสุดรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ กูตซาน เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมว่า ในปีที่ผ่านมา รัฐสามารถนำทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า 4 ล้านล้านรูเบิล หรือประมาณ 51.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกลับมาได้สำเร็จ มหาเศรษฐีที่ถูกยึดทรัพย์รวมถึง วาดิม มอชโควิช (Vadim Moshkovich) ผู้ก่อตั้ง Ros Agro Plc หนึ่งในกลุ่มธุรกิจเกษตรรายใหญ่ที่สุดของประเทศ, คอนสแตนติน สตรูคอฟ (Konstantin Strukov) ผู้ควบคุมหนึ่งในบริษัทเหมืองทองรายใหญ่ และดมิตรี คาเมนชิค (Dmitry Kamenshchik) ซึ่งสูญเสียสนามบินโดโมเดโดโวในกรุงมอสโกให้รัฐ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ในดูไบยังคงเห็นการซื้อกิจการโดยชาวรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มทุนรัสเซียยังหันไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในตุรกีและโมนาโกมากขึ้นด้วย
ในเวลาเดียวกัน วิธีการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งออกนอกประเทศก็มีการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการหลบเลี่ยงทั้งมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกและการตรวจสอบจากเครมลิน สถานะของดูไบในฐานะศูนย์กลางคริปโทเคอร์เรนซีทำให้ชนชั้นนำสามารถย้ายเงินข้ามเขตอำนาจศาลได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ ช่องทางไม่เป็นทางการที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นยังรวมถึงอาร์เมเนีย คาซักสถาน และคีร์กีซสถาน ซึ่งเป็นฐานของสเตเบิลคอยน์ A7A5
เหรียญดังกล่าวถูกพัฒนาโดยบริษัท A7 บริษัทชำระเงินข้ามพรมแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอิลาน ชอร์ (Ilan Shor) นายธนาคารชาวมอลโดวาที่อยู่ระหว่างการหลบหนี และ Promsvyazbank ธนาคารของรัฐรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนัก บริษัทระบุบนเว็บไซต์ว่า สามารถดำเนินการชำระเงินไปยังทุกประเทศทั่วโลกได้ภายในวันเดียว ขณะที่มิคาอิล ดอโรฟีเยฟ รองประธาน Promsvyazbank เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายนว่า A7 ดำเนินธุรกรรมรวม 7.5 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ตามรายงานของสำนักข่าวอาร์บีซี
ความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารบางรายเตือนว่าระดับหนี้ในงบดุลสูงกว่าที่รายงานต่อสาธารณะและภาพรวมสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่เปิดเผย ล่าสุด สถาบันคลังสมองฝ่ายสนับสนุนเครมลิน Center for Macroeconomic Analysis and Short-Term Forecasting ออกคำเตือนเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า พบสัญญาณบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของวิกฤตธนาคารเชิงระบบที่อาจกำลังก่อตัวอยู่ในประเทศ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-16/russia-s-elite-are-moving-billions-beyond-putin-s-wartime-grasp?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy