ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง? ทิ้งห่าง EU
ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง? ทิ้งห่าง EU แม้ทรัมป์กดดันการค้าโลก–เปิดศึกอิหร่าน แต่ GDP ยังโต ได้แรงหนุนดอลลาร์แข็งค่า–การลงทุน AI
18-7-2026
Asia Times รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเดินหน้าเติบโตแข็งแกร่งและสร้างการจ้างงานใหม่ในระดับสูง ทิ้งห่างยุโรปอย่างชัดเจน แม้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะเขย่าโลกการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ด้วยมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกตั้งแต่ปี 2025 และการเปิดฉากสงครามกับประเทศอิหร่าน (Iran) ในปีถัดมา
ตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนความแตกต่างชัดเจน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้ประชาชาติของสหรัฐฯ เติบโตเฉลี่ยปีละ 3.3% เทียบกับ 2.6% ในสหภาพยุโรป (EU) ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของ EU ในไตรมาสแรกปี 2026 เพิ่มขึ้นเพียง 0.7% จากปีก่อนหน้า แต่สหรัฐฯ เติบโตถึง 2.6% เมื่อวัดในกรอบเดียวกัน
ตัวเลขเหล่านี้สวนทางกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่า สหรัฐฯ จะสูญเสียความได้เปรียบด้านการเติบโตหลังออกมาตรการภาษีศุลกากรระดับโลกและเข้าสู่ภาวะสงคราม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยจึงพยายามอธิบาย “ความยืดหยุ่น” ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านชุดปัจจัยทั้งด้านการคลัง การลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน และบทบาทของเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ นโยบายการคลังแบบขาดดุลของสหรัฐฯ ที่โดดเด่นกว่ายุโรป สหราชอาณาจักร (UK) หรือจีน (China) อย่างต่อเนื่อง การที่รัฐบาลกลางใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภาษี ถือเป็นการอัดฉีดรายได้เข้าสู่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจโดยตรงผ่านการจ้างงานและการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งในทางทฤษฎีจะช่วยหนุนอุปสงค์รวมในเศรษฐกิจ ผลักดันให้ผลผลิตเติบโตและอัตราว่างงานต่ำลง
แม้รัฐบาลยุโรปส่วนใหญ่จะใช้นโยบายขาดดุลเช่นกัน โดยค่าเฉลี่ยการขาดดุลงบประมาณของประเทศสมาชิก EU ในปี 2025 อยู่ที่ 3.1% ของ GDP แต่เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งมีการขาดดุลสูงถึง 5.8% ของ GDP ในปีเดียวกัน แรงกระตุ้นจากฝั่งการคลังของสหรัฐฯ จึงมีน้ำหนักมากกว่าอย่างชัดเจน
อีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ ยังจัดสรรสัดส่วน GDP เข้าไปในภาคการลงทุนธุรกิจและการวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงกว่ายุโรปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลระบุว่าในปี 2021 ยุโรปใช้งบด้านนวัตกรรมน้อยกว่าสหรัฐฯ ราว 270,000 ล้านยูโร อีกทั้งยังมีแนวโน้มเทเม็ดเงินไปสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์เก่าแก่ มากกว่าลงทุนในเทคโนโลยีใหม่
ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นแกนกลางของการลงทุนในสหรัฐฯ ทำให้ประเทศยังคงครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลในระดับโลก การนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหลากหลายสาขาได้อย่างรวดเร็ว ยังช่วยขยายช่องว่างด้านผลิตภาพแรงงานระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปให้กว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในภาคบริการวิชาชีพ ผลิตภาพต่อชั่วโมงทำงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 18% นับตั้งแต่ปี 2019 ขณะที่ของ EU เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 5% เท่านั้น ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นในระดับเศรษฐกิจโดยรวมช่วยให้ค่าจ้างจริง (ปรับตามเงินเฟ้อ) ของแรงงานสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงเดียวกัน ซึ่งเพียงพอที่จะประคองอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ และในเวลาเดียวกันก็เอื้อให้กำไรภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นจนผลักดันราคาหุ้นไปสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์
ในทางตรงกันข้าม ค่าแรงจริงเฉลี่ยใน EU แทบไม่เคยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และกำไรของภาคธุรกิจยุโรปยังอยู่ในระดับซบเซา สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านผลิตภาพ การลงทุน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อาจถูกสั่นคลอนจากมาตรการเข้มงวดด้านการเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งครอบคลุมทั้งแรงงานทักษะสูง นักวิทยาศาสตร์ และนักศึกษา งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า หากแนวโน้มการเข้าเมืองผิดกฎหมายสุทธิยังคงอยู่ในระดับก่อนปี 2025 อัตราการเติบโตของ GDP รายปีของสหรัฐฯ ในปัจจุบันอาจสูงกว่านี้ได้ถึงราว 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์
แม้จะมีข้อกังวลดังกล่าว ฝ่ายบริหารทรัมป์และผู้ประกอบการเทคโนโลยีที่สนับสนุนรัฐบาลยังคงยืนยันว่า ความสำเร็จของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาจากโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ให้ “เดิมพัน” กับนวัตกรรมและแนวคิดใหม่มากกว่ายุโรป ซึ่งมีแนวโน้มกำกับดูแลเข้มงวด และจีนซึ่งพยายามใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมการควบคุมของรัฐ แม้ EU จะมีจำนวนสตาร์ตอัปเทคโนโลยีใกล้เคียงกับสหรัฐฯ แต่บ่อยครั้งบริษัทเหล่านี้เลือกย้ายฐานไปสหรัฐฯ ในช่วงที่ต้องการขยายธุรกิจ
อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยอธิบายความแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือข้อได้เปรียบด้านต้นทุนพลังงาน ภาคอุตสาหกรรมอเมริกันได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ต่ำกว่ายุโรปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสหรัฐฯ ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลได้มากกว่าและเก็บภาษีในระดับต่ำกว่า ขณะเดียวกันก็เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนราคาถูกอย่างรวดเร็ว แม้รัฐบาลจะแสดงท่าทีไม่เชื่อมั่นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเท่าที่ควร
การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการไม่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนอาจเพิ่มความเปราะบางทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ต้นทุนพลังงานที่ต่ำกว่านี้ช่วยให้สหรัฐฯ ฟื้นฟูภาคการผลิตได้ และตอบสนองอุปสงค์ทั่วโลกในบริการที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน เช่น อีคอมเมิร์ซและบริการ Generative AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในมิติการเงินระหว่างประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังได้อานิสงส์จากบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) ในฐานะสกุลเงินหลักของระบบการค้าและการเงินโลก สหรัฐฯ ใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศมากกว่าที่ผลิตเองในประเทศ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลขนาดใหญ่ ซึ่งมักขยายตัวตามรอบการเติบโตของเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องอาศัยการกู้ยืมจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ในกรณีของประเทศส่วนใหญ่ การสะสมหนี้ต่างประเทศระดับนี้มักกดดันให้ค่าเงินอ่อนตัว ดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น หรือบังคับให้ชะลอการเติบโตเพื่อปรับสมดุลดุลบัญชีเดินสะพัด แต่สำหรับสหรัฐฯ ที่ถือ “อภิสิทธิ์เกินควร” จากการเป็นผู้ออกสกุลเงินหลักของโลก สถานการณ์กลับต่างออกไป นักลงทุนทั่วโลกยังคงมองว่าสหรัฐฯ สามารถให้ผลตอบแทนสูงและชำระหนี้ได้ ทำให้เมื่อเกิดช็อก เช่น สงครามหรือวิกฤตทางการเมือง เงินทุนมักไหลกลับเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์ แม้บางครั้งช็อกนั้นจะมีต้นทางจากนโยบายของสหรัฐฯ เอง
แนววิจารณ์ดังกล่าวถูกสะท้อนอย่างชัดเจนตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เมื่อวาเลรี ฌิสการ์ เดสแต็ง (Valéry Giscard d’Estaing) รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสในขณะนั้นออกมาโจมตีว่า สหรัฐฯ ได้ “อภิสิทธิ์เกินควร” จากการสามารถพิมพ์สกุลเงินของโลกได้เอง โดยมองว่าตราบใดที่การค้าและการเงินระหว่างประเทศยังคงอ้างอิงดอลลาร์เป็นหลัก อภิสิทธิ์นี้ก็จะยังคงอยู่
จนถึงปัจจุบัน ความพยายามของ EU ในการผนึกรวมตลาดการเงินเพื่อหนุนตลาดเดียวของตนเองยังเดินหน้าอย่างเชื่องช้า และยิ่งถูกกระทบจากการที่สหราชอาณาจักรออกจากกลุ่มในปี 2016 ทำให้ทั้งอังกฤษและ EU สูญเสียส่วนแบ่งตลาดการเงินโลกบางส่วน ขณะเดียวกัน ความพยายามของจีน รัสเซีย และประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในการผลักดันสกุลเงินสำรองทางเลือกก็ยังคืบหน้าอย่างจำกัด
อย่างไรก็ดี บทบาทระดับโลกของดอลลาร์ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบโดยไม่มีต้นทุน ฝ่ายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ต้องระมัดระวังมากขึ้นในการขึ้นดอกเบี้ย เพราะผลกระทบจะส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจอื่นทั่วโลก อีกทั้งเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาและผลักดันให้ดอลลาร์แข็งค่า ยังทำให้อุตสาหกรรมสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก
ในบริบทที่รัฐบาลหลายประเทศเผชิญแรงกดดันให้รักษาวินัยการคลัง การมีผู้บริโภคและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ที่ยังคงมีกำลังซื้อสูง จึงทำให้เศรษฐกิจอเมริกันยังถูกมองว่าเป็น “เครื่องยนต์การเติบโต” ระดับโลกที่ช่วยให้ภูมิภาคอื่นขยายตัวตามไปด้วย
ทว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจในเชิงมหภาคไม่ได้แปรผันไปเป็นคะแนนนิยมทางการเมืองโดยอัตโนมัติ ผลงานเศรษฐกิจที่ดีในช่วงปี 2021–2024 ไม่ได้ช่วยพลิกฟื้นฐานเสียงของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) ขณะที่การรักษาแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในยุคทรัมป์ก็ยังไม่สะท้อนในคะแนนนิยมเช่นกัน โดยปัจจุบันอัตราการยอมรับ (approval rating) ของประธานาธิบดีทรัมป์อยู่เพียงราว 36% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับผลงานทางเศรษฐกิจที่ดูโดดเด่นในเชิงตัวเลข
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/07/why-the-us-economy-stays-strong-despite-trumps-shockwaves/