.
EU ชงแผนปฏิรูปธนาคาร ดันแผนรวมพอร์ตแบงก์ ทลายกำแพงชาติสมาชิก หวังระดมทุน 1.2 ล้านล้านยูโร อัดฉีด AI-กลาโหม-กรีนเทค
18-7-2026
Euronews รายงานว่า ในความพยายามที่จะลดความแตกแยกในภาคธนาคารของสหภาพยุโรป (EU) และตอบสนองความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เปิดตัวข้อเสนอที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธนาคารต่าง ๆ และปลดล็อกเงินทุนมูลค่าหลายพันล้านยูโรสำหรับการลงทุน ทว่ายังคงมีอุปสรรคสำคัญบางประการที่ต้องเผชิญในทางปฏิบัติ
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคธนาคารในกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางการเมืองสำหรับการยกเครื่องกฎระเบียบภาคธนาคารของสหภาพยุโรป (EU) ครั้งใหญ่เพื่อปลดล็อกเงินทุนสำรองจำนวนมหาศาล
แม้ว่าจะมีความคืบหน้านานนับทศวรรษภายใต้การดำเนินงานของสหภาพธนาคาร (Banking Union) ทว่าตลาดธนาคารของภูมิภาคยุโรป (Europe) ยังคงเผชิญกับสภาวะแยกส่วนตามแนวพรมแดนของแต่ละประเทศ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปโต้แย้งว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ขีดความสามารถของภาคธนาคารในการสนับสนุนภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนทั่วทั้งสหภาพยุโรป (EU) ถูกจำกัดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รายงานฉบับนี้เสนอมาตรการเพื่อส่งเสริมการทำธุรกรรมทางการเงินข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้น การลดความซับซ้อนของกฎระเบียบการกำกับดูแล และการยกระดับการบูรณาการตลาดทุนของสหภาพยุโรป (EU) ผ่านการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับสหภาพการออมและการลงทุน (Savings and Investments Union) ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากการผลักดันนานร่วมปีของคณะกรรมาธิการยุโรปในการปรับกฎระเบียบให้ง่ายขึ้น โดยทางกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) ยืนยันว่ามาตรการนี้จะไม่นำไปสู่การยกเลิกการควบคุมทางการเงิน (De-regulation) แม้ว่าข้อเสนอจะมุ่งลดขนาดของกฎเกณฑ์ที่เคยบังคับใช้ก่อนหน้านี้โดยสหภาพยุโรปก็ตาม
ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า การขจัดอุปสรรคเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับความต้องการลงทุนประจำปีของภูมิภาคที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านยูโร ซึ่งรวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด เทคโนโลยีการป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสมาชิกอาจสูญเสียสิทธิ์บางส่วนในการควบคุมภาคธนาคาร
ข้อเสนอเหล่านั้นจะลดอำนาจการตัดสินใจส่วนบุคคลของแต่ละประเทศ เนื่องจากกฎระเบียบด้านการธนาคารจะมีความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกันมากขึ้นในระดับสหภาพยุโรป (EU) ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติมีอำนาจในการควบคุมระดับเงินทุนและสภาพคล่องที่ถือครองโดยบริษัทลูกในท้องถิ่นน้อยลง ตลอดจนมีขอบเขตอำนาจที่จำกัดในการปิดกั้นหรือกำหนดเงื่อนไขต่อการดำเนินธุรกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&As) ข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ ระบบการคุ้มครองเงินฝากและกระบวนการจัดการกรณีธนาคารล้มละลายจะได้รับการประสานงานอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในระดับสหภาพยุโรป (EU)
คณะกรรมาธิการยุโรปชี้แจงว่า ตลาดธนาคารร่วมที่เป็นเอกภาพเพียงหนึ่งเดียวจะไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากประเทศสมาชิกต่าง ๆ ยังคงเพิ่มข้อกำหนด ตีความ หรือบังคับใช้กฎระเบียบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ยังอาจช่วยปรับลดระดับสัดส่วนของเงินสำรองที่ธนาคารบางแห่งจำเป็นต้องถือครองเพื่อรองรับผลขาดทุนลงด้วยเช่นกัน
การปลดล็อกเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการปล่อยสินเชื่อ
ในปัจจุบัน กลุ่มพันธมิตรธนาคารข้ามพรมแดนจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินทุนและสภาพคล่อง ทั้งในระดับบริษัทแม่และระดับบริษัทลูก ซึ่งทำให้ทรัพยากรทางการเงินจำนวนมากถูกตรึงไว้เฉพาะในแต่ละประเทศสมาชิก
ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงต้องการให้หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลธนาคารแม่ มีอำนาจและอธิปไตยในการควบคุมกลุ่มธุรกิจธนาคารทั้งหมดในภาพรวมเพิ่มขึ้น
สำหรับกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่อาทิ UniCredit, BNP Paribas และ Santander ทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเข้ามาทำหน้าที่ใช้อำนาจเหล่านี้ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ ขณะที่กลุ่มธนาคารขนาดเล็กจะยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการตรวจสอบของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ภายใต้กรอบการดำเนินงานของสหภาพธนาคาร (Banking Union)
ภายใต้มาตรการนี้ ธนาคารแม่จะต้องสร้างหลักประกันว่าบริษัทลูกจะมีทรัพยากรทางการเงินที่เพียงพอ ทั้งในระหว่างการดำเนินงานตามปกติและในภาวะวิกฤต ซึ่งทางคณะกรรมาธิการยุโรปชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสามารถช่วยปลดล็อกเงินทุนหมุนเวียน ปรับลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขีดความสามารถการปล่อยสินเชื่อ และส่งเสริมการขยายเครือข่ายธุรกิจข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการยุโรปเน้นย้ำว่า มาตรการป้องกันความปลอดภัยสำหรับบรรดาเจ้าหนี้และผู้ฝากเงินยังคงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยในรายงานระบุว่า: "มาตรการที่มุ่งแก้ไขอุปสรรคเชิงข้อบังคับเพื่อการรวมตลาดการเงินนั้น จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการคุ้มกันความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินทั่วทั้งสหภาพยุโรป (EU)"
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปยังคงมีแผนที่จะดำเนินมาตรการเพื่อป้องปรามไม่ให้สถาบันการเงินถือครองหนี้สินที่ออกโดยรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งในสัดส่วนที่สูงเกินไป และส่งเสริมให้เกิดการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
การร่วมปกป้องเงินฝากของประชาชน
คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมแผนการทบทวนกรอบโครงสร้างการประกันภัยเงินฝาก เพื่อสร้างความมั่นใจว่ายอดเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองจะได้รับความปลอดภัยอย่างเท่าเทียมกันทั่วทั้งสหภาพธนาคาร (Banking Union) โดยการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ความล้มเหลวของกลุ่มธนาคารข้ามพรมแดนสร้างภาระผูกพันทางการเงินหรือหนี้สินตกไปอยู่กับประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่ง หรือกระทบต่องบประมาณแผ่นดินระดับชาติ และระบบการค้ำประกันเงินฝากของแต่ละประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมาธิการยุโรปยังต้องการสร้างระบบการรับมือกับวิกฤตของธนาคารข้ามพรมแดนที่มีโอกาสล้มละลายให้สามารถคาดการณ์และบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้มีการจัดสรรและกระจายเงินทุนภายในกลุ่มธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในห้วงเวลาที่เผชิญกับความตึงเครียดทางการเงิน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบสนับสนุนสภาพคล่องในกรณีฉุกเฉิน
มาตรการพัฒนาและขยายขอบเขตอื่น ๆ
ความแตกต่างในกระบวนการบังคับใช้กฎระเบียบการต่อต้านการฟอกเงินและกฎเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภคทั่วทั้งสหภาพยุโรป (EU) ส่งผลให้สถาบันการเงินมีต้นทุนที่สูงมากในการดำเนินงานข้ามพรมแดนและการเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ของสหภาพยุโรป เนื่องจากธนาคารอาจจำเป็นต้องจัดวางและแยกระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ตลอดจนกระบวนการทำงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละประเทศสมาชิก
ทางด้านของคณะกรรมาธิการยุโรปจะมุ่งหน้าขับเคลื่อนการประสานความเป็นเอกภาพที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งรวมถึงการจัดทำกฎระเบียบร่วมในการต่อต้านการฟอกเงินที่จะเริ่มต้นบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2027 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันก็จะเข้าสืบสวนและตรวจสอบว่า ข้อกำหนดคุ้มครองผู้บริโภคระดับท้องถิ่นของแต่ละประเทศมีส่วนสร้างความแยกส่วนให้แก่ตลาดร่วมอย่างไม่มีความจำเป็นหรือไม่ พร้อมกับประเมินว่าการกำกับดูแลกฎเกณฑ์จะสามารถช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการธนาคารดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยของผู้บริโภคและการร่วมดูแลรักษาระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ได้อย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ รายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปถือเป็นเสมือนเอกสารปูทางและวางรากฐานสำหรับชุดมาตรการที่จะได้รับการยื่นเสนออย่างเป็นทางการภายในไตรมาสแรกของปี 2027
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.euronews.com/business/2026/07/17/eu-unveils-banking-reform-plan-to-lift-national-barriers-and-unlock-investment