.
ศึก AI อาเซียนเริ่มแล้ว ปัญหาความมั่นคงด้าน ‘ไฟฟ้า-น้ำประปา’ กลายเป็นตัวแปรตัดสินผู้ชนะในศึกดาต้าเซ็นเตอร์ภูมิภาค
20-7-2026
Asia Times รายงานว่า การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอาเซียน (ASEAN) เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกระแส “เมือง AI” ที่ปรากฏในพาดหัวข่าวทั่วภูมิภาค แม้ตัวเลขการลงทุนยังห่างจากประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งบรรดาไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) ได้อัดฉีดเงินรวมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) ตั้งแต่ปี 2022 แต่หากทรัพยากรเอื้อ อาเซียน (ASEAN) กำลังเตรียมเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ได้อยู่ใน “คลาวด์” ตามความเข้าใจทั่วไป หากแต่อยู่ในศูนย์คอมพิวเตอร์ขนาดมหึมาที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาลเพียงพอเลี้ยงเมืองขนาดเล็กได้
ผู้เล่นรายล่าสุดคือประเทศไทย (Thailand) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานว่า ไตรมาส 1 ปี 2026 มีคำขอลงทุนรวมมากกว่า 1 ล้านล้านบาท (ราว 3.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในจำนวนนี้เป็นภาคดิจิทัลราว 8.74 แสนล้านบาท การแข่งขันแย่งชิงความเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) กลายเป็น “กระแสหลัก” ในหลายประเทศอาเซียน (ASEAN) แต่คำถามสำคัญคือ ทั้งภูมิภาคหรือประเทศใดประเทศหนึ่งมี “ไฟฟ้าที่มีความมั่นคง (Firm power)” และน้ำเพียงพอหรือไม่ ภาพรวมจึงยังแตกเป็นส่วน ๆ ด้วยโครงข่ายไฟฟ้า แหล่งน้ำ และการแข่งขันระหว่างประเทศที่แยกจากกัน
ต้นแบบสำคัญของภูมิภาคมาจากประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ซึ่งประกาศชะลอการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) ใหม่ในปี 2019 และผ่อนคลายบางส่วนในปี 2022 นโยบายนี้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้อุปสงค์ที่คั่งค้างย้ายไปยังประเทศอื่น ปัจจุบันสิงคโปร์ (Singapore) ยังมีมากกว่า 70 แห่ง กำลังการผลิตราว 1.4 กิกะวัตต์ แต่หน่วยงานตลาดพลังงาน (Energy Market Authority) จำกัดสัดส่วนโหลดของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) ไว้ราวร้อยละ 12 ของโครงข่ายประเทศ และในปี 2025 ต้นทุนก่อสร้างอยู่ที่ 14.53 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากกรุงโตเกียว (Tokyo)
แนวทางของสิงคโปร์ (Singapore) จึงเป็นการ “จำกัดปริมาณและขายความขาดแคลนในราคาพรีเมียม” โดยในเดือนธันวาคม 2025 ได้เปิดรับสมัครโครงการใหม่อย่างน้อย 200 เมกะวัตต์ โดยกำหนดให้ครึ่งหนึ่งของพลังงานต้องมาจากแหล่งสีเขียว และกำลังพัฒนานิคมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) คาร์บอนต่ำ 700 เมกะวัตต์บนเกาะจูร่ง (Jurong Island)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิงคโปร์ (Singapore) เลิกแข่งขันด้าน “ปริมาณ” และหันมาแข่งขันด้าน “ธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพ” ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียน (ASEAN) เร่งเติมช่องว่างที่เหลือ
ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) โดยเฉพาะรัฐยะโฮร์ (Johor) ซึ่งเชื่อมต่อกับสิงคโปร์ (Singapore) กลายเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด จากเดิมเป็นพื้นที่รองรับอุปสงค์ส่วนเกิน สู่การเป็นตลาดหลักของตนเอง โดยบริษัท เจแอลแอล (JLL) คาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มเป็น 2,055 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2026 เติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 70 ต่อปี และยังมีโครงการในระหว่างพัฒนาอีก 3,500 เมกะวัตต์
ข้อมูลจากบริษัท คัชม์แมน แอนด์ เวกฟิลด์ (Cushman & Wakefield) ระบุว่า ไทย (Thailand) และมาเลเซีย (Malaysia) ร่วมกันคิดเป็นเกือบสองในสามของกำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) ใหม่ในเอเชีย-แปซิฟิกในครึ่งแรกปี 2025 (วัดจากกำลังไฟฟ้าฝั่งไอที) อย่างไรก็ตาม รัฐยะโฮร์ (Johor) ก็เป็นพื้นที่ที่ข้อจำกัดเริ่มปรากฏชัด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ชาวบ้านในเกอลัง ปาตะห์ (Gelang Patah) ออกมาประท้วงโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) จากความกังวลเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับระบบหล่อเย็น
แนวโน้มดังกล่าวบ่งชี้ว่า กระแส AI อาจนำไปสู่แรงต้านจากสาธารณะเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากทรัพยากรพื้นฐานของหลายประเทศในภูมิภาคยังเปราะบาง
สำหรับไทย (Thailand) ปัจจัยชี้วัดสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข BOI แต่คือ “ผู้ลงทุน” โดยบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (Gulf Development) ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศ วางแผนลงทุนสูงสุด 1.4 แสนล้านบาทใน 5 ปี เพื่อเพิ่มกำลังดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) จากราว 200 เมกะวัตต์เป็น 2,000 เมกะวัตต์ ร่วมกับ กูเกิล (Google) ที่ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในภูมิภาคคลาวด์กรุงเทพฯ (Bangkok) รวมถึง ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และความร่วมมือ สิงเทล-เอไอเอส (Singtel-AIS)
เมื่อ “ไฟฟ้าที่มีความมั่นคง (Firm power)” เป็นอุปสรรคหลัก ผู้ที่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้วจึงได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ บริษัท ซีบีอาร์อี (CBRE) จัดให้ไทย (Thailand) และประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) เป็นตลาดเติบโตสูง โดยโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ขยายเกิน 300 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม การอนุมัติของ BOI ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะก่อสร้างจริง และประเทศไทย (Thailand) ยังมีข้อจำกัดด้านความพร้อมของไฟฟ้าและบุคลากรเฉพาะทาง ตามที่ เอริก ฮันด์แมน (Eric Hundman) ได้ระบุไว้ในรายงานความพร้อมเชิงระบบ
อินโดนีเซีย (Indonesia) เป็นอีกตลาดสำคัญที่ “ขนาด” และ “อธิปไตย” มาบรรจบกัน ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ลงทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ อินวิเดีย (Nvidia) ลงทุนเพิ่มเติมในโครงการที่เมืองโซโล (Solo) ขณะที่ดีลสำคัญคือโครงการ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของบริษัท เรนจ์ไอดีซี (RangeIDC) ในเกาะบาตัม (Batam) ซึ่งเป็นโครงการต่างประเทศแรกของบริษัทจากเซินเจิ้น (Shenzhen) และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นส่วนขยายค่าหน่วงต่ำ (Low-latency) ของสิงคโปร์ (Singapore)
รัฐบาลจาการ์ตายังผลักดันแนวคิด AI อธิปไตย (Sovereign-AI) ผ่านโครงการ จีพียู เมอร์เดกา (GPU Merdeka) และโมเดลภาษา ซาฮาบัต-เอไอ (Sahabat-AI) โดยผสมผสานเงินทุนจีน เทคโนโลยีชิปจากสหรัฐฯ (US) และนโยบายภายในประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งทิศทางของอินโดนีเซีย (Indonesia) จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของภูมิภาคมากกว่าตัวเลขกำลังการผลิต โดยผลการวิจัยของ หลู่ เสี่ยวเฉียง (Lu Xiaoqiang) และ เย่ คัง (Ye Kang) ต่างชี้ว่าการหลอมรวมเครือข่ายระดับโครงสร้างคือหัวใจหลัก
ฟิลิปปินส์ (Philippines) เป็นตลาดที่มักถูกมองข้าม แม้จะมีโครงการในระหว่างพัฒนา เช่น วีโทร ซานตา โรซา (VITRO Santa Rosa) โดยบริษัท เอบีบี (ABB) รวมถึง อีพีแอลดีที (ePLDT), เอสทีที จีดีซี (STT GDC) และ ดิจิทัล เอจ (Digital Edge) แต่ยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยค่าไฟฟ้าประมาณ 154 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง สูงเป็นอันดับสองในอาเซียน (ASEAN) และโครงข่ายยังถูกมองว่ามีความเสี่ยง
แม้มีข้อได้เปรียบด้านที่ดิน การเชื่อมต่อ และแรงงานที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่หากยังไม่สามารถรับประกันไฟฟ้าที่มีความมั่นคง (Firm power) ฟิลิปปินส์ (Philippines) ก็อาจยังเป็นตัวเลือกท้าย ๆ ของนักลงทุน
ประเทศเวียดนาม (Vietnam) เป็นอีกประเทศที่น่าจับตาในด้านกฎระเบียบ โดยอนุญาตให้ต่างชาติถือครองดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) ได้เต็มรูปแบบร้อยละ 100 และมีรายงานว่าได้รับคำมั่นลงทุนมากกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนกฎหมาย AI แห่งชาติจะมีผลในเดือนมีนาคม ขณะที่ อินวิเดีย (Nvidia) ได้ตั้งศูนย์วิจัยและเข้าซื้อกิจการ AI ภายในประเทศ เช่นเดียวกับที่ แวน เทย์เลอร์ (Van Taylor) เคยวิเคราะห์ถึงความไวของมาตรการภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญไม่ได้อยู่ที่นโยบายเวียดนาม (Vietnam) แต่เป็นมาตรการควบคุมการส่งออกของรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) ที่ทำให้ระยะเวลาจัดหาชิปเร่งประมวลผลเพิ่มจาก 8 สัปดาห์เป็น 26 สัปดาห์ และดันราคาซื้อขายทันที (Spot prices) ของ GPU ระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า แม้กำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2030 แต่การแข่งขันที่แท้จริงไม่ใช่การสร้าง “เมือง AI” หากเป็นความสามารถในการจัดหาไฟฟ้าที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำท่ามกลางแรงต้านจากสังคม และการรักษาสมดุลระหว่างเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ (US) กับเงินทุนจากจีน (China) ภายใต้บริบทอาเซียน (ASEAN) ที่ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันเอง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/07/aseans-ai-race-is-officially-underway/