.
สหรัฐฯ วางแผนขยายสงครามกับอิหร่าน
21-7-2026
สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังเข้าใกล้ภาวะเผชิญหน้าทางทหารเต็มรูปแบบ โดยหนังสือพิมพ์ The Washington Post รายงานเมื่อวันอาทิตย์ โดยอ้างแหล่งข่าวที่รับทราบการหารือภายในทำเนียบขาว ซึ่งระบุว่า กรุงวอชิงตันกำลังเสริมกำลังทางอากาศในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง
รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ยืนยันว่า ทหารอเมริกันอย่างน้อย 4 นายเสียชีวิต จากการที่กองกำลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ขณะที่ The New York Times รายงานว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านหลายระลอกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บหลายสิบนาย และเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กหลายลำได้รับความเสียหาย
ท่ามกลางการที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่มระดับการโจมตีทั้งเป้าหมายทางทหารและพลเรือน The Washington Post ระบุว่า เพนตากอนกำลังเพิ่มจำนวนอากาศยานทางทหารที่ประจำการในตะวันออกกลาง
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อกล่าวกับหนังสือพิมพ์ว่า "สหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่ขยายวงกว้าง" พร้อมเตือนว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ อาจถูกจำกัดจากการที่คลังขีปนาวุธสกัดกั้นระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธชนิดต่าง ๆ ลดลงอย่างมาก หลังถูกใช้อย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ของความขัดแย้ง
"เราไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินปฏิบัติการได้อย่างปลอดภัย และผมไม่คิดว่าทำเนียบขาวจะตระหนักถึงเรื่องนี้" เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับ The Washington Post
รายงานยังอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารที่ประเมินว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีความพร้อมสำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินภายในอิหร่าน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ตัดความเป็นไปได้
ก่อนหน้านี้ Axios รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลวอชิงตันได้แจ้งต่ออิสราเอลว่าจะส่งเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเพิ่มเติมอีกหลายสิบลำ เพื่อรองรับความเป็นไปได้ในการขยายปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยรายงานระบุว่า ทรัมป์ได้รับการนำเสนอทางเลือกทางทหารหลายแนวทาง รวมถึงการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน และการโจมตีเพิ่มเติมต่อโรงงานนิวเคลียร์ เพื่อฝังคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านให้ลึกยิ่งขึ้น
ซาอิด โกลการ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านหน่วยงานความมั่นคงของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal ว่า สถานการณ์มีความเสี่ยงที่จะลุกลามเกินควบคุม
"การยกระดับความขัดแย้งกำลังรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มควบคุมไม่ได้ มีความเสี่ยงที่เราจะกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ต้องการให้เกิดขึ้นก็ตาม" เขากล่าว
ด้านการวิเคราะห์ของ CNN ระบุว่า "โอกาสที่สหรัฐฯ จะได้รับชัยชนะทางทหารอย่างเด็ดขาดเหนืออิหร่านยังดูห่างไกล" ขณะที่ ซีนา ทูซี นักวิชาการอาวุโสจาก Center for International Policy เตือนว่า การส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปปฏิบัติการในอิหร่าน "ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดของฤดูร้อน ต่อสู้กับกองทัพที่ระดมพลเต็มกำลัง และประชาชนส่วนใหญ่ที่หันมาสนับสนุนความพยายามในการทำสงคราม จะเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่แทบรับประกันได้ว่าจะกลายเป็นหายนะครั้งประวัติศาสตร์"
ขณะเดียวกัน แม้ทรัมป์จะยืนยันว่า สหรัฐฯ ได้บั่นทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่านลงอย่างมากแล้ว แต่สื่อหลายสำนักของสหรัฐฯ รายงานว่า วอชิงตันกำลังวิตกกังวลต่อประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของกองทัพอิหร่านในการเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธ
เมื่อผู้สื่อข่าว RT สอบถามถึงความเป็นไปได้ที่สงครามจะขยายวงกว้าง เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า "ความรับผิดชอบทั้งหมดตกอยู่กับสหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้เดียว" พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค "ป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนและสิ่งอำนวยความสะดวกของตนในการโจมตี" อิหร่าน โดยย้ำว่าการโจมตีตอบโต้ของเตหะรานเป็นการป้องกันตนเอง
ความตึงเครียดรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางล่มสลายในช่วงต้นเดือนนี้ จากสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงในช่องแคบฮอร์มุซ โดยทรัมป์ประกาศว่า ข้อตกลงหยุดยิง "สิ้นสุดลงแล้ว" พร้อมเรียกผู้นำอิหร่านว่าเป็น "คนวิกลจริต" และขู่ว่าจะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้ง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า การโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ถือเป็น "การละเมิดบันทึกข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง" พร้อมยืนยันว่ากองทัพอิหร่านจะปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนและความมั่นคงของประเทศต่อไป.
ที่มา RT
----------------------------------
ฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลซาอุดีอาระเบีย
กลุ่มอันซอรอฮ์ (Ansar Allah) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "กลุ่มฮูตี" ของเยเมน ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย โดยมีผลบังคับใช้ทันที
ยาห์ยา ซารี โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตี ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า "กองทัพเยเมนประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อศัตรูอาชญากรอย่างซาอุดีอาระเบีย ภายใต้หลักการ 'ตาต่อตา ฟันต่อฟัน' โดยให้มีผลบังคับใช้ทันทีนับจากการออกแถลงการณ์ฉบับนี้"
ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีกล่าวหาซาอุดีอาระเบียว่าเป็นผู้โจมตีสนามบินกรุงซานา ขณะที่เครื่องบินซึ่งเดินทางมาจากกรุงเตหะราน และมีคณะผู้แทนของกลุ่มฮูตีโดยสารอยู่ กำลังลงจอดที่สนามบินดังกล่าว
เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มฮูตีได้ส่งโดรนและยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการโจมตีตอบโต้กันโดยตรงมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 ขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังคงใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่ทางตอนเหนือของเยเมน นับตั้งแต่กลุ่มฮูตีเข้าควบคุมกรุงซานาในปี 2014 และยังคงควบคุมน่านฟ้าของเยเมนอยู่ในปัจจุบัน.
ก่อนหน้านี้ กลุ่มอันซอรอฮ์ (Ansar Allah) หรือกลุ่มฮูตีของเยเมน ประกาศว่า จะโจมตีโรงงานน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั้งหมดของซาอุดีอาระเบีย หากริยาดเปิดปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี
นอกจากนี้ กลุ่มยังเตือนว่า สนามบินกรุงริยาดอาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเพื่อตอบโต้กรณีที่สนามบินกรุงซานาถูกโจมตี
อับดุล มาลิก อัล-ฮูตี ผู้นำกลุ่มฮูตี กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ Al Masirah ว่า "โรงงานน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั้งหมดของซาอุดีอาระเบียจะตกเป็นเป้าหมายของขีปนาวุธและโดรนของเรา หากซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมการรุกรานประเทศของเรา"
อัล-ฮูตีระบุเพิ่มเติมว่า ซาอุดีอาระเบียควร "รักษาศักดิ์ศรีของตนเอง ยุติการปิดล้อม และยุติการแทรกแซงกิจการภายในของเยเมนในทุกด้าน"
ที่มา Sputnik