.
Thailand
'มหาอำนาจนิวเคลียร์' รายต่อไปของโลกอาจทำให้คุณประหลาดใจ!
30-7-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า รัฐบาล 'ทรัมป์' ปลดล็อกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้ซาอุฯ กันซีนรัสเซีย-จีน ถูกวิจารณ์ยับไร้ข้อบังคับห้ามทำระเบิด มหาอำนาจนิวเคลียร์รายต่อไปของโลกอาจทำให้คุณประหลาดใจ ข้อตกลงของวอชิงตัน (Washington) ร่วมกับกรุงริยาด (Riyadh) อาจเป็นการวางรากฐานสำหรับรัฐนิวเคลียร์แห่งใหม่ในภูมิภาค
ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ได้ลงนามใน "ข้อตกลงมาตรา 123" (Section 123 Agreement) ว่าด้วยความร่วมมือใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ โดยมี คริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และ เจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน (Prince Abdulaziz bin Salman) รัฐมนตรีพลังงานซาอุดีอาระเบีย ร่วมลงนาม ซึ่งเปิดทางให้บริษัทอเมริกันเข้าร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ในซาอุดีอาระเบียได้ โดยข้อตกลงนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วันก่อนมีผลบังคับใช้จริง
ข้อถกเถียงและมาตรฐานซ้ำซ้อน
ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงหลักคือ ข้อตกลงฉบับนี้ไม่ได้ใช้ "มาตรฐานทองคำ" (Gold Standard) เหมือนกรณีที่สหรัฐฯ เคยทำกับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เมื่อปี 2552 (2009) ซึ่งสละสิทธิ์การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ แต่สำหรับซาอุดีอาระเบียกลับไม่ได้ถูกสละสิทธิ์ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ทั้งยังไม่มีข้อบังคับให้เข้าร่วมพิธีสารเพิ่มเติม (Additional Protocol) ของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง "มาตรฐานซ้ำซ้อน" เมื่อเทียบกับท่าทีที่เข้มงวดของสหรัฐฯ ต่อประเทศอิหร่าน (Iran)
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
แม้ซาอุดีอาระเบียจะระบุว่าโครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ Saudi Vision 2030 ในการผลิตไฟฟ้าและแยกเกลือออกจากน้ำทะเล แต่ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เคยประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า หากอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ ซาอุดีอาระเบียก็พร้อมจะเดินหน้าตามโดยเร็วที่สุด ข้อตกลงนี้จึงเป็นหลักประกันทางเทคโนโลยีให้กรุงริยาด (Riyadh) พร้อมรับมือความเสี่ยงในภูมิภาค
ในส่วนของสหรัฐฯ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มุ่งหวังสร้างรายได้มหาศาลให้อุตสาหกรรมนิวเคลียร์อเมริกัน และป้องกันไม่ให้ซาอุดีอาระเบียหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศรัสเซีย (Russia) หรือประเทศจีน (China)
ผลกระทบต่อดุลอำนาจในภูมิภาค
ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลอย่างมากแก่ประเทศอิสราเอล (Israel) ที่คัดค้านการสะสมเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศในแถบอาหรับมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังอาจจุดชนวนการแข่งขันทางนิวเคลียร์ไปยังประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศตุรกี (Türkiye) และประเทศอียิปต์ (Egypt) ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) มีความซับซ้อนและเปราะบางมากยิ่งขึ้นในอนาคต
---
IMCT NEWS
ที่่มา https://www.rt.com/news/643463-middle-east-next-nuclear-power/
© Copyright 2020, All Rights Reserved