บัลแกเรียไฟเขียวสหรัฐฯ ส่ง KC-135 ประจำฐานเบซแมร์
'บัลแกเรีย' ไฟเขียว 'สหรัฐฯ' ส่งเครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 ประจำการฐานทัพเบซแมร์ แม้อิหร่านคัดค้าน
1-8-2026
FDD รายงานว่า บัลแกเรียรับความเสี่ยงจริงเพื่อสหรัฐฯ อนุมัติเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง 8 ลำพร้อมทหาร 250 นาย ท่ามกลางแรงกดดันจากอิหร่านและฝ่ายนิยมรัสเซียในประเทศ
รัฐสภาประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria) อนุมัติคำขอของประเทศสหรัฐฯ (US) ในการส่งเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศแบบ KC-135 จำนวนสูงสุด 8 ลำ พร้อมกำลังพลทางการทหารจำนวน 250 นาย เข้าประจำการ ณ ฐานทัพอากาศเบซแมร์ (Bezmer Air Base) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบัลแกเรีย แม้จะเผชิญการคัดค้านและแสดงท่าทีต่อต้านอย่างเปิดเผยจากกรุงเตหะราน (Tehran) โดยมติในรัฐสภาผ่านด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 136 เสียง ต่อไม่เห็นชอบ 13 เสียง
การอนุมัติครั้งนี้นับว่ามีความน่าสนใจเป็นพิเศษเมื่อพิจารณาถึงผู้ที่มีบทบาทหลักในการผลักดัน นั่นคือ รูเมน ราเดฟ (Rumen Radev) นายกรัฐมนตรีคนใหม่และอดีตประธานาธิบดีแห่งประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria) ผู้ซึ่งสื่อรัฐบาลประเทศรัสเซีย (Russia) เคยตั้งฉายาให้ว่าเป็น "นิว ออร์บัน" (New Orban) ก่อนที่เขาจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย รูเมน ราเดฟ (Rumen Radev) ไม่เคยถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของชาติตะวันตกมาโดยตลอด เนื่องจากเขาเคยรับรองให้คาบสมุทรไครเมีย (Crimea) เป็นดินแดนของประเทศรัสเซีย (Russia) และเคยคัดค้านการมอบความช่วยเหลือทางการทหารแก่กรุงเคียฟ (Kyiv) ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องสิทธิการขอวีซ่าของนักท่องเที่ยวชาวบัลแกเรีย เขาเคยก้าวร้าวถึงขั้นขับเครื่องบินทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่เคยประจำการในประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria) ออกนอกประเทศ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศฉบับเดียวกันกับที่เขาเพิ่งนำกลับมาใช้อนุมัติการวางกำลังครั้งนี้ ซึ่งจุดเปลี่ยนและทิศทางที่ย้อนกลับดังกล่าวนับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ทั่วประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ขณะที่กรุงวอชิงตัน (Washington) กำลังเดินหน้าอย่างแข็งขันในการรักษาความต่อเนื่องของปฏิบัติการทางอากาศพิสัยไกลทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศพันธมิตรในทวีปยุโรป (Europe) ซึ่งฐานทัพอากาศเบซแมร์ (Bezmer Air Base) สอดรับกับยุทธศาสตร์นี้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เครื่องบินเติมน้ำมันแบบ KC-135 มีขีดความสามารถในการขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 200,000 ปอนด์ และสามารถปฏิบัติงานร่วมกับเครื่องบินของกองทัพอากาศ กองทัพเรือ กองบัญชาการนาวิกโยธิน ตลอดจนกองทัพพันธมิตรอีกหลายประเทศ โดยเมื่อนำมาปฏิบัติการร่วมกับฐานทัพสหรัฐฯ แห่งอื่นในยุโรป กำลังพลและยุทโธปกรณ์ชั่วคราว ณ ฐานทัพเบซแมร์จะสามารถสนับสนุนภารกิจเติมน้ำมันของสหรัฐฯ จากยุโรป และช่วยลดการพึ่งพาฐานทัพอากาศที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ความขัดแย้งลงได้ เนื่องจากเหตุการณ์โจมตีของประเทศอิหร่าน (Iran) ในปีนี้ ได้สร้างความเสียหายและทำให้ฐานทัพของประเทศสหรัฐฯ (US) มากกว่าสิบแห่งทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงฐานทัพอากาศอัล อุเดด (Al Udeid Air Base) ในประเทศกาตาร์ (Qatar) ได้รับความเสียหายหรือสามารถเปิดปฏิบัติการได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงคุณค่าของการวางตำแหน่งเครื่องบินเติมน้ำมันให้ห่างจากสมรภูมิการสู้รบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งกรุงโซเฟีย (Sofia) และกรุงเตหะราน (Tehran) ต่างตระหนักและเข้าใจดี
สิ่งนี้คือภาพสะท้อนของการแบ่งปันภาระของประเทศพันธมิตร (allied burden-sharing) ในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การฝึกรบร่วมกันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ประเทศสมาชิกขนาดเล็กขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO (North Atlantic Treaty Organization) ยอมแบกรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการของประเทศสหรัฐฯ (US) โดยที่ผ่านมา ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) และประเทศเยอรมนี (Germany) ได้แบกรับภาระในสัดส่วนที่ใหญ่กว่ามาก ด้วยการรับหน้าที่เป็นฐานรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินขับไล่ที่เปิดฉากโจมตีประเทศอิหร่าน (Iran) โดยตรงภายใต้ปฏิบัติการ Operation Epic Fury ขณะที่ในปัจจุบัน ประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria) จะต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากประเทศอิหร่าน (Iran) แรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศจากพรรค Vuzrazhdane ซึ่งมีท่าทีสนับสนุนประเทศรัสเซีย (Russia) ตลอดจนปฏิบัติการปฏิบัติการไอโอหรือการส่งอิทธิพลทางความคิดที่อาจพยายามตีตรากรุงโซเฟีย (Sofia) ว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการ "ก้าวร้าว" ของสหรัฐฯ ต่อประเทศอิหร่าน (Iran)
สลาวี วาสซีเลฟ (Slavi Vassilev) รองประธานกลุ่มสมาชิกรัฐสภา Progressive Bulgaria ได้กล่าวถึงประเด็นที่แอบแฝงอยู่อย่างตรงไปตรงมา โดยในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ภายหลังการลงมติ เขาเขียนระบุว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ “จะส่งผลให้ประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria) อยู่ในสถานะที่สามารถเรียกร้องบางสิ่งจากบรรดาประเทศพันธมิตรได้” พร้อมเสริมว่า “หลังจากนั้น จะถึงตาของพวกเราในการเอ่ยปากขอสิ่งอื่นอย่างสุภาพ และพวกเราจะได้รับสิ่งนั้นมา” ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ควรให้ความสำคัญอย่างจริงจังและดำเนินการรับมือไว้ล่วงหน้า
โดยข้อเรียกร้องที่กรุงโซเฟีย (Sofia) มีต่อกรุงวอชิงตัน (Washington) นั้นมีความเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง
รายงานจากสำนักข่าวท้องถิ่น Novinite ระบุว่า กระทรวงกลาโหมแห่งประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria) ได้ออกมายอมรับเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า การใช้จ่ายงบประมาณด้านการป้องกันประเทศที่ระดับร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นั้น ไม่เพียงพอที่จะปิดช่องโหว่ด้านขีดความสามารถที่มีอยู่ เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนกำลังพลและการค้างสะสมของโครงการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย ขณะที่รายงานการวิเคราะห์ประจำปี 2025 (พ.ศ. 2568) ของสถาบัน GLOBSEC พบว่า ข้อจำกัดทางโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น ถนนที่ชำรุดเสื่อมโทรม เส้นทางคมนาคมขนส่งที่ขาดหายไป และเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ล้าสมัย อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวทางการทหารและความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะวิกฤตของ NATO
แม้ว่าฐานทัพอากาศเบซแมร์ (Bezmer Air Base) และฐานทัพอากาศวราชเดบนา (Vrazhdebna Air Base) กำลังอยู่ในขั้นตอนการขยายขีดความสามารถภายใต้โครงการ Security Investment Program ของ NATO เพื่อเพิ่มรองรับกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของพันธมิตร แต่ภาพรวมในวงกว้างยังคงมีความไม่แน่นอน โดยประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria) กำลังอยู่ในช่วงกลางของการเปลี่ยนผ่านฝูงบินขับไล่แบบ F-16 ซึ่งการเร่งรัดกระบวนการฝึกอบรมพัฒนานักบินและการสนับสนุนการบำรุงรักษาผ่านโครงการของประเทศสหรัฐฯ (US) จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ปีกทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่สำคัญแห่งนี้ได้โดยตรง ทำให้กรุงวอชิงตัน (Washington) ควรผลักดันให้พันธมิตรจัดลำดับความสำคัญและเร่งรัดกระบวนการทั้งหมด และแม้ว่าการหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศสหรัฐฯ และประเทศบัลแกเรีย (U.S.-Bulgaria Strategic Dialogue) เมื่อเดือนธันวาคม 2025 (พ.ศ. 2568) จะระบุให้การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยเป็นวาระสำคัญทวิภาคี แต่ก็ยังไม่ได้มีการลงนามในข้อผูกพันที่ระบุรายละเอียดเฉพาะเจาะจง
ดังนั้น การลงมติของประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria) ในการสนับสนุนประเทศสหรัฐฯ (US) ในครั้งนี้ จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการเปลี่ยนกรอบสาระสำคัญของการหารือให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/FDD/status/2083200263507046901?s=20