.
สัมพันธ์ทหาร ‘อินเดีย-อิสราเอล’ เข้าสู่เฟสเสี่ยง อุตฯกลาโหมอินเดียเชื่อมสู่ห่วงโซ่อาวุธอิสราเอล ท้าทายสมดุลการทูตตะวันออกกลาง
20-8-2026
Asia Times รายงานว่า ความสัมพันธ์ด้านกลาโหมระหว่างอินเดีย (India) และอิสราเอล (Israel) กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่อินเดียเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี ระบบอาวุธ และองค์ความรู้ด้านปฏิบัติการของอิสราเอล สู่การเป็นผู้ผลิต หุ้นส่วนร่วมทุน และผู้จัดหาชิ้นส่วนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมกลาโหมของอิสราเอลมากขึ้น
การผสานรวมเชิงอุตสาหกรรมดังกล่าวทำให้อินเดียเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างความมั่นคงของตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังตึงเครียดจากสงครามกาซา (Gaza war) และความขัดแย้งระดับภูมิภาคระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf states) กับประเทศอิหร่าน (Iran) และกองกำลังตัวแทน
รายงานขององค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการค้าระดับรายการขนส่ง ระบุว่า มีการส่งออกอาวุธ กระสุน ชิ้นส่วน และส่วนประกอบจากอินเดียไปยังอิสราเอลอย่างน้อย 2,596 เที่ยว ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ถึง 30 พฤศจิกายน 2025
รายการดังกล่าวรวมชิ้นส่วนอาวุธเบาอย่างน้อย 390,516 ชิ้น ส่วนประกอบยุทโธปกรณ์ระเบิด 564,970 ชิ้น และชิ้นส่วนยานพาหนะทางทหาร 298 ชิ้น โดยนัยสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลขการขนส่ง แต่เป็นภาพของความสัมพันธ์ที่กำลังเปลี่ยนจากผู้ซื้อ-ผู้ขาย ไปสู่การพึ่งพาอาศัยกันทางอุตสาหกรรมกลาโหม
จากผู้ซื้อสู่หุ้นส่วนอุตสาหกรรม
อินเดียยังเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าอาวุธหลักรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้กรุงนิวเดลีจะเร่งผลักดันการผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ
ข้อมูลจาก Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ระบุว่า อินเดียเป็นผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกในช่วงปี 2021-2025 คิดเป็น 8.2% ของยอดนำเข้าอาวุธทั่วโลก โดยรัสเซีย (Russia) เป็นผู้จัดหาหลักในสัดส่วน 40% ตามด้วยฝรั่งเศส (France) 29% และอิสราเอล 15%
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์กำลังมีลักษณะสองทางมากขึ้น โดย Amnesty International ระบุถึงบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจ และกิจการร่วมทุนอินเดีย-อิสราเอลที่จัดหาสินค้าแก่ผู้ผลิตด้านกลาโหมของอิสราเอล
บริษัทที่ถูกระบุ ได้แก่ PLR Systems ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Adani Defence & Aerospace และ Israel Weapon Industries, Alpha Elsec Defence & Aerospace Systems ซึ่งเชื่อมโยงกับ Elbit Systems และรัฐวิสาหกิจ Munitions India Limited
รายงานติดตามการส่งออกชิ้นส่วนปืนกล ส่วนประกอบกระสุนปืนใหญ่แรงระเบิดสูงขนาด 155 มิลลิเมตร หัวรบสำหรับ Sky Striker loitering munitions และชิ้นส่วนยานเกราะ โดยระบุว่าได้ตัดรายการที่มีแนวโน้มใช้ในภาคพลเรือน รวมถึงชิ้นส่วนที่น่าจะเกี่ยวข้องกับระบบป้องกันขีปนาวุธออกจากการวิเคราะห์แล้ว
ความร่วมมือดังกล่าวสนับสนุนนโยบายขยายฐานการผลิตอาวุธภายในประเทศของกรุงนิวเดลี ขณะที่โรงงานอินเดียกำลังถูกผนวกรวมสู่ห่วงโซ่อุปทานของอิสราเอลมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์แบบผู้ซื้อ-ผู้ขายพัฒนาไปสู่การพึ่งพาอาศัยกันทางอุตสาหกรรมกลาโหม
สงครามกาซาเปลี่ยนโจทย์
สงครามกาซาและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางการเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอล
Amnesty International ระบุว่า การส่งมอบต่อเนื่องอาจเสี่ยงเชื่อมโยงกับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้ยุติการส่งมอบ ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) กำลังพิจารณาว่าอิสราเอลมีความรับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
สำหรับอินเดีย ประเด็นนี้สร้างภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเชิงยุทธศาสตร์ เพราะนิวเดลีต้องรักษาสมดุลตามแนวนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-aligned diplomatic balance) ระหว่างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับอิสราเอล และความสัมพันธ์สำคัญกับประเทศอ่าวอาหรับ อิหร่าน และชาวปาเลสไตน์
ตะวันออกกลางมีความสำคัญต่อพลังงาน การค้า และแรงงานอินเดียจำนวนหลายล้านคนในประเทศอ่าวอาหรับ อินเดียยังมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในประเทศอิหร่านและท่าเรือ Chabahar รวมถึงยังสนับสนุนแนวทางสองรัฐ (Two-state solution) เพื่อยุติข้อพิพาทอิสราเอล-ปาเลสไตน์
ยิ่งฐานอุตสาหกรรมของอินเดียเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจกลาโหมของอิสราเอลมากขึ้น การรักษาความสัมพันธ์เหล่านี้ให้แยกจากกันในทางการทูตก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น และทำให้ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic autonomy) ของนิวเดลีพิสูจน์ได้ยากกว่าเดิม
มากกว่าการค้าอาวุธ
ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมกลาโหมแตกต่างจากการซื้ออาวุธแบบดั้งเดิม เพราะการผลิตร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการ สร้างพันธะระยะยาวผ่านโรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา ผู้รับเหมาช่วง การลงทุน และผลประโยชน์ทางพาณิชย์
สำหรับอินเดีย ความร่วมมือช่วยลดการพึ่งพาระบบอาวุธสำเร็จรูปจากต่างประเทศ และสนับสนุนเป้าหมายการเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์กลาโหมรายใหญ่ ขณะที่อิสราเอลได้รับประโยชน์จากศักยภาพการผลิต ขนาดอุตสาหกรรม และตลาดกลาโหมขนาดใหญ่ของอินเดีย
อย่างไรก็ดี อินเดียไม่ใช่ผู้จัดหาอาวุธหลักจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของอิสราเอล โดย SIPRI ประเมินว่า ในช่วงปี 2021-2025 สหรัฐฯ มีสัดส่วนการส่งมอบอาวุธหลักแก่อิสราเอล 68% เยอรมนี (Germany) 31% และอิตาลี (Italy) 1.3%
ตัวเลขนี้ไม่ขัดแย้งกับรายงานของ Amnesty International เนื่องจาก SIPRI ติดตามการส่งมอบอาวุธหลัก ขณะที่ Amnesty International ตรวจสอบระดับกระสุน ชิ้นส่วน ส่วนประกอบ และสินค้าเกี่ยวเนื่องทางทหาร ซึ่งสะท้อนระดับการผสานรวมของห่วงโซ่อุปทานที่อาจไม่ปรากฏชัดในสถิติอาวุธหลัก
โจทย์ใหญ่ของนิวเดลี
การแข่งขันทางทหารในตะวันออกกลางกำลังขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายโดรน ขีปนาวุธ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และการผลิตร่วม การผนวกรวมของอินเดียกับอิสราเอลมากขึ้นจึงเพิ่มมหาอำนาจอุตสาหกรรมจากเอเชียเข้าสู่โครงสร้างดังกล่าว
ขณะเดียวกัน อินเดียต้องการขยายบทบาทในตะวันออกกลาง ผ่านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับ Saudi Arabia และ UAE โครงการเชื่อมโยงอินเดีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป การเข้าถึงผ่านท่าเรือ Chabahar และการรักษาเสถียรภาพภูมิภาคเพื่อประโยชน์ด้านพลังงานและการค้า
คำถามสำคัญของกรุงนิวเดลีจึงไม่ได้มีเพียงใบอนุญาตส่งออกแต่ละรายการเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศหรือไม่ แต่คืออินเดียต้องการผูกความทะเยอทะยานด้านอุตสาหกรรมกลาโหมเข้ากับความขัดแย้งในตะวันออกกลางลึกเพียงใด
อินเดียมีเหตุผลชัดเจนในการรักษาความร่วมมือกับอิสราเอล เนื่องจากเทคโนโลยีของอิสราเอลสนับสนุนการปรับปรุงกองทัพอินเดีย และการผลิตร่วมเอื้อต่อเป้าหมายการเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตอาวุธของนิวเดลี
แต่การบูรณาการทางอุตสาหกรรมที่ลึกขึ้นย่อมสร้างผลกระทบที่ความสัมพันธ์แบบผู้ซื้อ-ผู้ขายไม่เคยมีมาก่อน อินเดียจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อขีดความสามารถทางทหารของอิสราเอล หากกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในระบบอุตสาหกรรมที่ผลิตอานุภาพทางทหารนั้นขึ้นมา
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/08/indias-israel-arms-ties-enter-a-riskier-new-phase/