เกาหลีใต้พึ่งรัสเซีย'คุมอาวุธนิวเคลียร์เหนือ'
เกาหลีใต้ หันพึ่งรัสเซียเป็นตัวกลาง 'คุมอาวุธนิวเคลียร์เหนือ' แต่มอสโกจะกดดันพันธมิตรสำคัญจริงหรือ?
16-1-2026
Asia Times รายงานว่า ในเดือนธันวาคม 2025 คณะนักการทูตจากประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) และประเทศรัสเซีย (Russia) ได้จัดการหารือลับในกรุงมอสโก (Moscow) เพื่อแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับการขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) โดยการเจรจาดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ และ นายโอเลก เบอร์มิสตรอฟ (Oleg Burmistrov) ผู้แทนฝ่ายนโยบายรัสเซียต่อเกาหลีเหนือ
ความพยายามในการผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อควบคุมอาวุธและการทูตเพื่อสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี (Korean Peninsula) เกิดขึ้นท่ามกลางนโยบายใหม่ของเกาหลีใต้ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีอีแจมยอง (Lee Jae Myung) ที่เน้นการเจรจากับเกาหลีเหนือ โดยในขณะที่รัสเซียกำลังกระชับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รัฐบาลโซล (Seoul) จึงมองว่าทำเนียบเครมลิน (Kremlin) คือตัวกลางสำคัญในการประสานงาน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามตามมาว่า นายคิมจองอึน (Kim Jong Un) ผู้นำเกาหลีเหนือ จะมีความเต็มใจที่จะกลับเข้าสู่การเจรจากับสาธารณรัฐเกาหลี (ROK) หรือไม่ หลังจากที่ตัดการติดต่อมานานหลายปี รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งด้วยอาวุธ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประเด็นว่ารัสเซียซึ่งมีนโยบายเชิงจักรวรรดินิยมต่อประเทศยูเครน (Ukraine) อยู่ในขณะนี้ จะยินดีเปิดเผยพันธมิตรเพียงไม่กี่รายที่เหลืออยู่ให้เข้าสู่การเจรจาเรื่องการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์และการป้องกันการแพร่กระจายอาวุธในอนาคตหรือไม่
ตามการประเมินเบื้องต้น นายคิมจองอึน (Kim Jong Un) มีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองแล้วประมาณ 50 ชุด และได้ประกาศแผนขยายคลังแสงของเปียงยาง (Pyongyang) อย่างรุนแรงในช่วงปลายปี 2023 โดยล่าสุดในปลายเดือนพฤศจิกายน 2025 สถาบันวิเคราะห์การป้องกันประเทศเกาหลี (Korea Institute for Defense Analyses หรือ KIDA) ได้ส่งมอบรายงานการประเมินที่ระบุว่า ปัจจุบันเกาหลีเหนืออาจครอบครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ระหว่าง 127 ถึง 150 ชุด
หากการพัฒนาเดินหน้าด้วยความเร็วในระดับนี้ DPRK อาจมีขีปนาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองถึง 200 ลูกภายในปี 2030 และอาจพุ่งสูงถึง 400 ลูกภายในปี 2040 ซึ่งความล้ำหน้าทางนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วของเกาหลีเหนือเป็นผลมาจากการขยายโครงการเสริมสมรรถนะและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานที่นิวเคลียร์ยองบยอน (Yongbyon) นอกจากนี้ DPRK ยังได้วางตำแหน่งฐานยุทธศาสตร์ของกองกำลังขีปนาวุธ (KPASF) ไว้ตามแนวแถบขีปนาวุธทางยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ใกล้กับประเทศจีน (China) เพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากประเทศสหรัฐฯ (US)
ความกังวลเรื่องเทคโนโลยีรัสเซียในมือเกาหลีเหนือ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยูเครนเปิดฉากบุกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวในภูมิภาคเคิร์สก์ (Kursk) นายคิมจองอึน (Kim Jong Un) ซึ่งเป็นผู้ส่งออกกระสุนปืนใหญ่และขีปนาวุธจำนวนมากให้รัสเซียอยู่แล้ว ได้ส่งกองทัพประชาชนเกาหลี (KPA) เข้าไปสนับสนุนกองกำลังรัสเซียเพื่อชิงพื้นที่โอลาสต์ (Oblast) ดังกล่าวกลับคืนมา โดยมีทหาร KPA ประมาณ 10,000 ถึง 12,000 นายเข้าร่วมการรบกับกองทัพยูเครน พร้อมด้วยที่ปรึกษาอีกจำนวนมากที่ช่วยรัสเซียในภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิดในภูมิภาคเคิร์สก์
แม้เกาหลีเหนือจะสูญเสียกำลังพลไปหลายพันนาย แต่เปียงยางจะไม่ยอมส่งทหารระดับระดับหัวกะทิเข้าไปเสี่ยงหากรัสเซียไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า นอกจากประสบการณ์ในการรบจริงและข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์แล้ว เปียงยางยังมุ่งหวังที่จะจัดหาและเข้าถึงเทคโนโลยีของรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์
ในเดือนกันยายน 2025 กองทัพเกาหลีใต้และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Service หรือ NIS) ได้รับข้อมูลข่าวกรองว่า รัสเซียอาจมีการถ่ายโอนโมดูลสำคัญ 2-3 ชุดที่จำเป็นสำหรับการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้แก่เปียงยาง หากการถ่ายโอนโมดูลได้รับการยืนยัน จะส่งผลให้เกาหลีเหนือมีระบบขับเคลื่อนที่สมบูรณ์และเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ทำงานร่วมกันได้ทันที
ทั้งนี้ หน่วยงาน 38 North แห่งศูนย์ Stimson Center ตั้งข้อสังเกตว่า การรวมโมดูลของรัสเซียเข้ากับโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของ DPRK อาจสร้างแรงกดดันให้เกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่น (Japan) ต้องเร่งพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของตนเองเช่นกัน ซึ่งในบริบทนี้ ความร่วมมือระหว่างโซลและสหรัฐฯ รวมถึงบทบาทของเกาหลีใต้ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมต่อเรือของสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ตัดสินใจอนุมัติให้เกาหลีใต้พัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ได้
ตัวกลางที่จริงใจ หรือเพียงการซื้อเวลาให้เกาหลีเหนือ?
รัฐบาลภายใต้ ประธานาธิบดีอีแจมยอง (Lee Jae Myung) กำลังดำเนินนโยบายที่แตกต่างจากแนวทางแข็งกร้าวของอดีตประธานาธิบดียุนซอกยอล (Yoon Suk Yeol) โดยหลังจากเหตุการณ์ความพยายามรัฐประหารที่ล้มเหลว อดีตประธานาธิบดียุน (Yoon) ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งอัยการกล่าวหาว่าเขาพยายามยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งด้วยอาวุธกับ DPRK ในขณะที่ ประธานาธิบดีอี (Lee) มุ่งหวังที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งดังกล่าว
ประธานาธิบดีอี (Lee) กำลังพยายามเข้าหาประเทศรัสเซีย เช่นเดียวกับที่เขาพยายามเข้าหารัฐบาลของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เพื่อดึงเปียงยางกลับสู่โต๊ะเจรจาเรื่องการลดการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่คำถามสำคัญคือ มอสโก (Moscow) เป็นฝ่ายที่น่าไว้วางใจหรือไม่? เนื่องจากเครื่องจักรสงครามของรัสเซียที่กำลังอ่อนล้าจากการทำสงครามยืดเยื้อในยูเครน จำเป็นต้องพึ่งพาอาวุธจากเกาหลีเหนืออย่างมาก กองทัพรัสเซียต้องการการแทรกแซงจากกองทัพ KPA เพื่อยึดเคิร์สก์กลับคืนมา แม้รัสเซียจะมีข้อได้เปรียบด้านกำลังพลเหนือยูเครนในสงครามครั้งนี้ก็ตาม
แม้เกาหลีใต้จะเคยแถลงว่าจะมีผลกระทบที่รุนแรงจากการที่กองทัพ KPA เข้ามาแทรกแซงและความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นกับทำเนียบเครมลิน แต่ที่ผ่านมาโซลกลับยังคงท่าทีนิ่งเฉยเป็นส่วนใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียดกับมอสโก เกาหลีใต้จึงไม่ได้ส่งมอบอาวุธให้แก่กรุงคีฟ (Kyiv) และ ประธานาธิบดีอี (Lee) ต้องการใช้พันธมิตรของเปียงยางเป็นช่องทางสำหรับการเจรจาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความพยายามในสงครามของรัสเซียต้องพึ่งพาการสนับสนุนด้านอาวุธและเสบียงจาก DPRK จึงเป็นไปได้ยากที่ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) จะกดดัน นายคิมจองอึน (Kim Jong Un) ให้เข้าสู่การเจรจานิวเคลียร์ นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่ารัสเซียอาจดำเนินกระบวนการสงครามข้อมูลข่าวสาร (Informational warfare) ภายในเกาหลีใต้ โดยในเดือนพฤศจิกายน 2025 พบการติดป้ายประกาศโฆษณาชวนเชื่อในเมืองซองนัม (Seongnam) ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงการบิดเบือนข้อมูลของรัสเซียเพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างยูเครนและพันธมิตรนานาชาติ
ท้ายที่สุด ประธานาธิบดีอี (Lee) มีเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพโดยใช้ช่องทางลับทางการทูตกับคู่ริพาทอย่างรัสเซียและประเทศจีน (China) พร้อมกับกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific) ที่กังวลเรื่องนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยเกาหลีใต้จะยังคงประเมินการตอบสนองของทำเนียบเครมลินต่อความพยายามเข้าหาในครั้งนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างต่อเนื่องของรัสเซีย ได้ส่งผลให้มอสโกต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากระบอบการปกครองของคิมมากขึ้นเรื่อย ๆ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/01/should-seoul-trust-moscow-on-n-korean-nuke-control/