จีนขยายพิสัยโจมตีลึกสู่แปซิฟิก
จีนขยายพิสัยโจมตีลึกสู่แปซิฟิก ‘โอกินาวา–กวมอยู่ในระยะยิง’ ดันญี่ปุ่นหวนใช้ “เกาะอิโวจิมะ” สมรภูมิสงคราม WW2 เป็นฐานให้พันธมิตรสหรัฐฯ
11-3-2026
Asia Times รายงานว่า การขยายอิทธิพลทางเรือและแสนยานุภาพด้านขีปนาวุธของจีนที่ทะลุผ่าน "โซ่ตรวนสายที่หนึ่ง" (First Island Chain) กำลังบีบให้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศครั้งใหญ่ โดยมีแผนที่จะเปลี่ยนเกาะประวัติศาสตร์อย่าง "อิโวจิมา" (Iwo Jima) ให้กลายเป็นฐานที่มั่นทางทหารที่สำคัญอีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานทัพหลักในโอกินาวาที่เริ่มมีความเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้ภัยคุกคามจากคลังแสงขีปนาวุธนำวิถีพิศดารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)
ในแผนงบประมาณปีหน้า ญี่ปุ่นเตรียมศึกษาการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะอิโวจิมาอย่างจริงจัง ทั้งการขยายทางวิ่งเครื่องบิน (Runway) การเสริมสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ และการติดตั้งท่าเรือลอยน้ำเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ที่บรรทุกวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ยุทโธปกรณ์หนัก ยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายเพื่อประจำการเครื่องบินขับไล่ของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) บนเกาะอย่างถาวร ซึ่งจะช่วยปิดช่องโหว่ด้านการเฝ้าระวังทางฝั่งแปซิฟิก และช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถควบคุมเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ที่กว้างขวาง รวมถึงปกป้องทรัพยากรแร่หายากที่เพิ่งค้นพบใต้ทะเลลึกบริเวณหมู่เกาะห่างไกลได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลอย่างหนักต่อขีดความสามารถของจีนในการโจมตีระยะไกลด้วยความแม่นยำสูง ซึ่งรายงานจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ประจำปี 2025 ระบุว่าขีปนาวุธของจีนสามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 2,800-3,700 กิโลเมตรจากแผ่นดินใหญ่ ส่งผลให้ฐานทัพสำคัญอย่างโอกินาวาและกวม (Guam) ตกอยู่ในระยะการทำลายล้างโดยตรง นักวิเคราะห์ชี้ว่าหากเกิดความขัดแย้งในไต้หวัน การโจมตีด้วยขีปนาวุธของจีนอาจทำให้ทางวิ่งเครื่องบินในโอกินาวาเป็นหลุมอุกกาบาตจนใช้งานไม่ได้นานถึง 12 วันสำหรับเครื่องบินขับไล่ และกว่าหนึ่งเดือนสำหรับเครื่องบินเติมน้ำมัน ซึ่งจะทำลายแสนยานุภาพทางอากาศของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในช่วงเริ่มต้นของสงครามอย่างรุนแรง เนื่องจากฐานทัพเหล่านี้ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง (Hardened Infrastructure) เพียงพอ ทำให้เครื่องบินที่จอดอยู่กลางแจ้งตกเป็นเป้าสายตาได้โดยง่าย
ในบริบทนี้ เกาะอิโวจิมาซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวไปทางใต้ราว 1,200 กิโลเมตร จึงกลายเป็น "แผนสำรอง" ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเกาะเดียวในแนวโซ่ตรวนสายที่สอง (Second Island Chain) ที่มีทางวิ่งรองรับเครื่องบินขับไล่ได้ การยกระดับเกาะแห่งนี้สอดคล้องกับแนวคิด Agile Combat Employment (ACE) ของสหรัฐฯ ที่มุ่งเน้นการกระจายกำลังพลและอากาศยานไปยังฐานทัพชั่วคราวหลายแห่งเพื่อสร้างความยุ่งยากในการกำหนดเป้าหมายของศัตรู อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของยุทธศาสตร์การกระจายตัวนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากเทคโนโลยีการเฝ้าตรวจและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบันอาจช่วยให้จีนสามารถระบุพิกัดและทำลายฐานทัพที่กระจายตัวอยู่ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ แม้แต่เกาะกวมที่เป็นหัวใจหลักของโซ่ตรวนสายที่สองก็ยังเผชิญกับช่องโหว่ด้านการป้องกันภัยทางอากาศ โดยรายงานจาก GAO ในปี 2025 ระบุว่าระบบป้องกันขีปนาวุธบนเกาะกวมยังคงมีขีดจำกัดและอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งคาดว่าจะไม่สมบูรณ์จนกว่าจะถึงช่วงปลายทศวรรษ 2020 หรือต้นทศวรรษ 2030 การเสริมสร้างกำลังทหารบนอิโวจิมาจึงถือเป็นการวางหมากเพื่อสร้าง "ความลึกด้านการป้องกัน" (Defense-in-depth) ที่จำเป็น แม้ว่าความท้าทายด้านภูมิศาสตร์อย่างการเป็นเกาะภูเขาไฟที่ยังมีพลังและการจัดการด้านโลจิสติกส์บนสมรภูมิประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งอดีตจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ญี่ปุ่นต้องก้าวผ่านไปให้ได้ในการเปลี่ยนเกาะแห่งนี้ให้กลายเป็นโล่ป้องกันภัยที่พึ่งพาได้จริงในยุคสมัยใหม่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/03/chinas-missile-reach-forces-japan-back-to-iwo-jima/