ยุโรปพลิกวิกฤตสงครามยูเครนสู่ศูนย์กลางอาวุธโลก
ยุโรปกับการผงาด พลิกวิกฤตสงครามยูเครนสู่การเป็น “ศูนย์กลางอาวุธโลก” แห่งใหม่
11-3-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) เปิดเผยรายงานสถานการณ์อาวุธโลกฉบับล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยระบุว่าทวีปยุโรปกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตและส่งออกอาวุธอย่างก้าวกระโดด แม้ว่าในปัจจุบันความต้องการอาวุธในภูมิภาคจะยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากภายนอกในระดับสูงเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนในสงครามยูเครนก็ตาม
ตัวเลขจากการวิจัยพบว่าการนำเข้าอาวุธรายใหญ่ของรัฐในยุโรปพุ่งสูงขึ้นกว่าสามเท่าในช่วงปี 2021-2025 เมื่อเทียบกับช่วงห้าปีก่อนหน้า โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในระยะสั้น ยุโรปยังคงเผชิญกับความท้าทายในการสร้างเอกราชทางอาวุธตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าความต้องการของยูเครนคือปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตัวเลขการนำเข้าดังกล่าว โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมดในยุโรป และหากนับรวมการจัดซื้อที่รัฐยุโรปอื่นดำเนินการแทนยูเครนด้วยแล้ว สัดส่วนการนำเข้าที่แท้จริงเพื่อใช้ในภูมิภาคอาจลดน้อยลงกว่าที่ปรากฏในภาพรวม
ในขณะที่ตัวเลขการนำเข้าดูเหมือนจะชี้ว่ายุโรปยังคงพึ่งพาภายนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) กลับเติบโตขึ้นอย่างน่าจับตา โดยมียอดการส่งออกอาวุธเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้ปัจจุบัน EU ครองส่วนแบ่งการตลาดอาวุธโลกถึงร้อยละ 28 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างรัสเซียและจีนหลายเท่าตัว ความสำเร็จนี้เริ่มเห็นได้ชัดจากการที่ชาติสมาชิกเริ่มหันมาจัดซื้ออาวุธที่ผลิตภายในภูมิภาคมากขึ้น เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ Aristide ของเยอรมนี หรือปืนใหญ่อัตตาจร Cesar ของฝรั่งเศส
สถานการณ์ดังกล่าวยังสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับรัสเซีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นยักษ์ใหญ่ในตลาดอาวุธ แต่ปัจจุบันมียอดการส่งออกดิ่งลงถึงร้อยละ 64 เนื่องจากต้องสำรองอาวุธไว้ใช้เองในสมรภูมิ ประกอบกับความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีอาวุธรัสเซียที่ลดลงหลังจากพ่ายแพ้ต่อยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ของยูเครนในหลายจุด ส่งผลให้ลูกค้ารายใหญ่อย่างจีนเริ่มหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศแทน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดที่ผลักดันให้ยุโรปเร่งสร้างเอกราชทางทหาร คือความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความกังวลต่อความมั่งคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้รัฐบาลในยุโรปตระหนักว่าไม่สามารถฝากความหวังไว้กับพันธมิตรเพียงรายเดียวได้อีกต่อไป ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดจากการที่สหภาพยุโรปเริ่มกำหนดเงื่อนไขการสนับสนุนยูเครนว่าต้องให้ความสำคัญกับอาวุธที่ผลิตในยุโรปเป็นอันดับแรก รวมถึงการอัดฉีดงบประมาณมหาศาลผ่านโครงการ SAFE เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกกู้ยืมเงินไปจัดซื้ออาวุธภายในกลุ่ม EU ด้วยกันเอง ซึ่งนับเป็นการวางรากฐานระยะยาวที่จะทำให้ยุโรปกลายเป็นคลังอาวุธของโลกอย่างเต็มตัวในอนาคตอันใกล้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/6ujlkz