อินเดียกระอัก! ภาษีทรัมป์สกัดแผนกระจายตลาดอิหร่าน
อินเดียกระอัก! ภาษีทรัมป์สกัดแผนกระจายตลาดผ่าน 'อิหร่าน' สะเทือนยุทธศาสตร์ ‘ท่าเรือชาบาฮาร์’ ประตูเชื่อมต่อเอเชียกลาง
16-1-2026
SCMP รายงานว่า ทรัมป์ขู่ภาษี 25% กระทบแผนยุทธศาสตร์ท่าเรือชาบาฮาร์ของอินเดีย การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้า 25% ต่อประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของอินเดียในการพัฒนาท่าเรือชาบาฮาร์ (Chabahar) ในอิหร่าน และกระทบต่อการค้าระหว่างนิวเดลีกับเตหะรานอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิเคราะห์ประเมินว่า มาตรการภาษีดังกล่าวอาจจำกัดการส่งออกข้าวบาสมาติ (basmati rice) ของอินเดียไปยังอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของอินเดียในตลาดนี้ แต่ในภาพรวมแล้วอิหร่านคิดเป็นเพียงราว 0.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย จึงคาดว่าผลกระทบด้าน “ความสามารถในการแข่งขันโดยรวม” จะจำกัด
ส่งออกข้าวบาสมาติชะลอ–ธุรกิจชะงักเพราะความเสี่ยงชำระเงิน
การส่งออกข้าวบาสมาติไปอิหร่านชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทั่วประเทศ ผู้ส่งออกอินเดียจำนวนหนึ่งชะลอหรือหยุดทำสัญญาใหม่ด้วยความกังวลเรื่องความเสี่ยง “ไม่ได้รับชำระเงิน” จากคู่ค้าในอิหร่าน
อินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกมีสต๊อกข้าวในประเทศเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่ หลังการเก็บเกี่ยวที่ให้ผลผลิตสูงเป็นพิเศษเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้การชะลอตัวของคำสั่งซื้อจากอิหร่านเพิ่มแรงกดดันต่อภาคเกษตรและผู้ส่งออกบางส่วน
ชาบาฮาร์: ประตูสู่อัฟกานิสถาน–เอเชียกลาง–ยุโรป เพื่อเลี่ยงปากีสถาน
ผลกระทบที่หนักกว่าสำหรับอินเดียคืออนาคตของท่าเรือชาบาฮาร์ในจังหวัดบาลูจิสถาน (Baluchistan) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้อินเดียเชื่อมเส้นทางการค้าไปยังอัฟกานิสถาน เอเชียกลาง และยุโรป โดยไม่ต้องผ่านอาณาเขตของปากีสถาน (Pakistan) คู่แข่งสำคัญของนิวเดลี
อินเดียได้รับการผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตร (sanctions waiver) จากสหรัฐฯ เป็นเวลา 6 เดือนเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน เพื่อใช้ในการพัฒนาและดำเนินงานท่าเรือชาบาฮาร์ การผ่อนผันดังกล่าวซึ่งขยายเวลาถึงเดือนเมษายนปีนี้ ทำให้บริษัท Indian Ports Global Limited ของอินเดียยังสามารถบริหารจัดการท่าเรือตามสัญญา 10 ปีที่ลงนามกับอิหร่านได้ต่อเนื่อง
ซูเมน เรย์ (Soumen Ray) อดีตนักการทูตอินเดียที่เคยประจำการในตะวันออกกลาง เตือนว่า หากสหรัฐฯ ไม่ขยายเวลาเวเวอร์เมื่อครบกำหนด “บริษัทอินเดียจะเผชิญโทษตามกฎหมายสหรัฐฯ และเป้าหมายระยะยาวด้านการเชื่อมต่อภูมิภาคของอินเดียจะตกอยู่ในความเสี่ยง” โดยเฉพาะในช่วงที่นิวเดลีกำลังพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอัฟกานิสถาน
เวเวอร์ถูกให้–ถูกถอน–ถูกกดดันซ้ำ ภายใต้แรงกดดันสหรัฐฯ
สหรัฐฯ เคยให้เวเวอร์แก่อินเดียหลายครั้งเพื่อพัฒนาและบริหารท่าเรือชาบาฮาร์ แต่ก็เคยถอนเวเวอร์มาแล้วเช่นกัน เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้เพิกถอนเวเวอร์ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2018 ทำให้นิวเดลีรีบยื่นคำร้องขอให้วอชิงตันทบทวนการตัดสินใจ ก่อนที่สหรัฐฯ จะกลับลำยกเลิกการถอนเวเวอร์ในเดือนถัดมา
บิสวาจิต ดาร์ (Biswajit Dhar) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประจำ Council for Social Development ในเดลี ระบุว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดจากแรงกดดันของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านทำให้อินเดียกังวลอย่างมาก เพราะชาบาฮาร์เป็นหัวใจของแผนอินเดียในการ “กระจายตลาดส่งออก” และลดการพึ่งพาคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐฯ เอง
เขากล่าวว่า “อินเดียต้องการลงทุนในท่าเรือชาบาฮาร์เพราะมองว่าเป็นประตูสู่เอเชียกลาง หากโครงการสะดุด การเข้าถึงตลาดนั้นจะกลายเป็นเรื่องยากอย่างมาก”
ล็อบบี้เวเวอร์–เงินลงทุน 500 ล้านดอลลาร์เสี่ยงสะดุด
ศรีนิวาสัน พาลากฤษณัน (Srinivaasan Balakrishnan) ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์และความร่วมมือของ think tank Indic Researchers ในเดลี ระบุว่า อินเดียกำลังเดินหน้าล็อบบี้วอชิงตันอย่างแข็งขันให้ขยายเวลาเวเวอร์ของท่าเรือชาบาฮาร์
เขาชี้ว่า หากอินเดียไม่สามารถได้เวเวอร์รอบใหม่ เงินลงทุนที่เคยมีผู้เล่นต่าง ๆ ให้คำมั่นไว้แล้วราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐอาจสะดุดหรือหยุดชะงัก โดยโครงการอาจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ตามแผน
วิกฤตในอิหร่าน–ความเสี่ยงปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ
ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ เร่งเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านท่ามกลางการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงของกองกำลังความมั่นคงเตหะราน โดยรายงานเมื่อวันพุธชี้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงพุ่งเกิน 2,500 คน
นักวิเคราะห์เตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านอาจใกล้เกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่อเมริกันรายหนึ่งเปิดเผยเมื่อวันพุธว่าวอชิงตันได้เริ่มเคลื่อนย้ายกำลังพลบางส่วนออกจากฐานทัพในตะวันออกกลางแล้ว
เรย์กล่าวว่า สถานการณ์ที่ไม่มั่นคงในอิหร่านทำให้อินเดียต้องจัดการกับ “สามมิติใหญ่พร้อมกัน” ได้แก่ การรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ การธำรงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภูมิภาคกับอิหร่าน และการรับมือกับแนวโน้มที่สหรัฐฯ ใช้ “การค้าเป็นอาวุธภูมิรัฐศาสตร์” มากขึ้น
อินเดียชั่งน้ำหนัก: การค้ากับอิหร่าน vs ตลาดสหรัฐฯ
นิวเดลียังไม่ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการต่อคำขู่ภาษีของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน แต่เมื่อวันพุธ รัฐบาลอินเดียได้ออกคำแนะนำอย่างเข้มงวด เตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม
ในปี 2024 อินเดียส่งออกสินค้าไปอิหร่านราว 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นข้าว ชา น้ำตาล ยา และเครื่องจักรไฟฟ้า ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการไปสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงถึง 129,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน
นิวเดลีอยู่ภายใต้ภาษีสหรัฐฯ ในอัตรา 50% อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการซื้อน้ำมันรัสเซียราคาถูก และภาษีอาจสูงขึ้นอีก หากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายที่ทรัมป์สนับสนุนเพื่อเก็บภาษี 500% ต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
ในเวลาเดียวกัน อินเดียและสหรัฐฯ กำลังเจรจาข้อตกลงการค้า ซึ่งมีความคาดหวังว่านิวเดลีจะผ่อนคลายการเข้าถึงตลาดในหลายภาคส่วนที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น เกษตรกรรม เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ที่มั่นคงขึ้น
อินเดียอาจต้อง “ยอมเสียเล็กเพื่อรักษาใหญ่”
บิสวาจิต ดาร์ให้ความเห็นว่า การลดหรือหยุดส่งออกสินค้าไปอิหร่านอาจเป็น “ต้นทุนที่ยอมรับได้” เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ทางการค้าที่อินเดียได้รับจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการอินเดียจำนวนมากลังเลจะส่งสินค้าไปอิหร่านเพราะความเปราะบางของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
“ยากจะเห็นว่าอินเดียจะเดินหน้าค้าขายกับอิหร่านต่อไปอย่างไรภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เพราะหากเผชิญ ‘ความไม่พอใจ’ จากทรัมป์ ก็จะเป็นปัญหาใหญ่” เขากล่าว โดยสะท้อนความเป็นจริงที่นิวเดลีต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “ยุทธศาสตร์ท่าเรือชาบาฮาร์และตลาดอิหร่าน” กับ “ความเสี่ยงจากการถูกตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ” อย่างละเอียดในระยะต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3339997/indias-aim-diversify-trade-iran-faces-us-tariff-threat?module=top_story&pgtype=section