.
สหรัฐฯ เตือนปากีสถานซุ่มพัฒนา ICBM ที่อาจยิงไกลถึงแผ่นดินอเมริกา ทั้งที่มีอินเดียเป็นคู่ปรับหลัก? ท่ามกลางเงาของจีนและการล่มสลายของความเชื่อใจต่อสหรัฐฯ
25-3-2026
Asia Times รายงานว่า ทูลซี แก็บเบิร์ด (Tulsi Gabbard) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ (DNI) ได้ให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า ปากีสถาน (Pakistan) อาจกำลังก้าวข้ามขีดความสามารถเดิมไปสู่การพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ซึ่งสามารถโจมตีได้ไกลถึงแผ่นดินสหรัฐฯ การเปิดเผยครั้งนี้สร้างความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับทิศทางยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ของปากีสถานในอนาคต
คำสั่งสอนของแก็บเบิร์ดจัดอันดับให้ปากีสถานอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขีดความสามารถในการส่งกำลังบำรุงทางขีปนาวุธทั้งหัวรบนิวเคลียร์และหัวรบทั่วไป เช่นเดียวกับจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่าน โดยหน่วยข่าวกรองประเมินว่าจำนวนขีปนาวุธที่คุกคามสหรัฐฯ อาจพุ่งสูงถึง 16,000 ลูกภายในปี 2035 จากปัจจุบันที่มีเพียงกว่า 3,000 ลูก
ความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์: อินเดียไม่ใช่เป้าหมายเดียว?
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปากีสถานมีความจำเป็นต้องใช้ ICBM ไปเพื่ออะไร? ในเมื่อขีปนาวุธพิสัยกลาง Shaheen-III ที่มีพิสัยทำการ 2,750 กิโลเมตร ก็เพียงพอที่จะโจมตีได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของอินเดีย (India) รวมถึงหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์แล้ว ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสต็อกโฮล์ม (SIPRI) ระบุว่า ณ ต้นปี 2025 ปากีสถานมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองประมาณ 170 หัวรบ และกำลังพัฒนาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์แบบ "ไตรภาค" (Nuclear Triad) ทั้งทางอากาศ ภาคพื้นดิน และทางเรือ
หลักฐานเชิงประจักษ์และการขยายขีดความสามารถ
แม้ข้อมูลจะยังไม่สรุปแน่ชัด แต่สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) ชี้ให้เห็นหลักฐานบางประการ เช่น การที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรหน่วยงานรัฐและซัพพลายเออร์จีนที่เกี่ยวข้องกับวัสดุคอมโพสิตและมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็งขนาดใหญ่ รวมถึงภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นฐานทดสอบมอเตอร์แนวนอนขนาดใหม่ที่เมืองอัตต็อก (Attock) ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถในการทดสอบจรวดที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม
แรงขับเคลื่อนจากนโยบายสหรัฐฯ และอิหร่าน
นักวิเคราะห์มองว่าความกังวลของปากีสถานต่อสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นหลังจากการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานในปี 2021 ซึ่งทำให้ความสำคัญของปากีสถานในฐานะพันธมิตรต่อต้านการก่อการร้ายลดลง นอกจากนี้ ปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่านโดยสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ยิ่งกระตุ้นให้ปากีสถานเกิด "ความวิตกกังวลทางนิวเคลียร์" (Nuclear Anxieties) และอาจเร่งโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงจากการถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจ
ยุทธศาสตร์ดึงตัวช่วย: การใช้สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง
อีกหนึ่งมุมมองวิเคราะห์ว่า การส่งสัญญาณนิวเคลียร์ของปากีสถานอาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีโดยตรง แต่เป็นการ "บริหารวิกฤต" เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามาแทรกแซงในฐานะตัวกลางเพื่อยับยั้งอินเดีย โดยการสร้างภาพลักษณ์ว่าวิกฤตกำลังจะบานปลายไปสู่สงครามนิวเคลียร์ ปากีสถานจึงใช้สถานะนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือในการบังคับบุคคลที่สาม (Third-party coercion) เพื่อชดเชยความเสียเปรียบด้านกำลังรบทั่วไปที่มีต่ออินเดีย
บทสรุป: การเปลี่ยนผ่านสู่การป้องปรามมหาอำนาจ
แม้แผนการพัฒนา ICBM ของปากีสถานจะยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เบ็ดเสร็จ แต่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงการปรับทิศทางครั้งสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการป้องปรามอินเดียเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างกลไกป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ต่ออำนาจของสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปากีสถานเองก็มีความจำเป็นต้องพึ่งพาทั้งเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์จากกรุงปักกิ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/03/if-indias-the-enemy-why-does-pakistan-want-icbms/