.
Thailand
ก่อนการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จีน สั่งบริษัทจีนเพิกเฉยต่อมาตรการแซงชั่นของสหรัฐฯ ต่อโรงกลั่นน้ำมันจีน
4-5-2026
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเดินทางไปปักกิ่งในกลางเดือนพฤษภาคม เพื่อพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอด ซึ่งเป็นการเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 8 ปี (การประชุมถูกเลื่อนออกไปหนึ่งครั้งเนื่องจากสงครามอิหร่าน) ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันอย่างแน่นอนเกี่ยวกับความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน และผลกระทบทางพลังงานที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเอเชียอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุด ปัญหาที่ทั้งสองผู้นำจะต้องหารือมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไต้หวัน การค้า ชิป AI แรร์เอิร์ธ และมาตรการแซงชั่น
หัวข้อสำคัญที่ทั้งสองผู้นำน่าจะใช้เวลาหารือกันคือ วิกฤตพลังงาน และแคมเปญกดดันสูงสุดจากสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงคลังสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมันอิสระของจีน หรือที่เรียกว่า “โรงกลั่น Teapot” โดยเฉพาะในมณฑลซานตง เนื่องจากยังคงซื้อและกลั่นน้ำมันดิบจากอิหร่านต่อไป
อาจเป็นไปได้ว่ามาตรการแวงชั่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วต่อโรงกลั่น Teapot ของจีน เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างอำนาจต่อรองของทีมทรัมป์ก่อนการประชุมครั้งนี้
เช้าวันเสาร์ ปักกิ่งประกาศว่า บริษัทต่างๆ ในประเทศควร เพิกเฉยและไม่ปฏิบัติตาม มาตรการแวงชั่นของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นในประเทศ 5 แห่ง
โรงกลั่นที่ถูกแวงชั่น รวมถึงโรงกลั่น Dalian ของ Hengli Petrochemical และโรงกลั่นเอกชนหลายแห่ง ถูกสหรัฐฯ แช่แข็งทรัพย์สินและห้ามทำธุรกรรม ตามรายงานของ Bloomberg กระทรวงพาณิชย์ของจีน เรียกมาตรการดังกล่าวว่า “ผิดกฎหมาย” โดยระบุว่ามันจำกัดการค้าปกติกับประเทศต่างๆ และขาดอำนาจตามกฎหมายระหว่างประเทศ
“รัฐบาลจีนต่อต้านมาตรการแซงชั่นแต่ฝ่ายเดียวที่ขาดการอนุมัติจากสหประชาชาติและไม่มีพื้นฐานตามกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด” กระทรวงระบุ
ดูเหมือนว่าปักกิ่งกำลังปกป้องโรงกลั่นของตนเพื่อลดแรงกดดันจากวอชิงตันต่อการไหลของน้ำมันดิบอิหร่าน ขณะที่วิกฤตพลังงานยังคงส่งผลกระทบต่อเอเชีย ข่าวดี เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคือ จีนได้เปิดวาล์วส่งออกเชื้อเพลิงไปยังประเทศใกล้เคียงอีกครั้ง เนื่องจากสต็อกในประเทศอยู่ในระดับที่สบายใจแล้ว ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากจุดคอขวดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงถูกปิดกั้นบางส่วนจนถึงปัจจุบัน
ที่มา Zerohedge
© Copyright 2020, All Rights Reserved