.
'จีนปักหมุดภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน' แอฟริกา 35 ชาติ ผูกหนี้เงินกู้แลกทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน
22-5-2206
รายงานข้อมูลจากฐานข้อมูล Chinese Loans to Africa ของ Boston University ชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้มีประเทศในแอฟริกาอย่างน้อย 35 ประเทศที่กู้เงินจากจีนเพื่อนำไปใช้ในโครงการด้านพลังงาน ครอบคลุมตั้งแต่โครงการน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน นิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า โดยแผนที่ชุดนี้ถูกนำมาใช้เป็นภาพแทนภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงานในทวีปแอฟริกาในปัจจุบัน
จากข้อมูลแผนที่ทางภูมิรัฐศาสตร์พลังงานล่าสุด พบว่ามีประเทศในทวีปแอฟริกา (Africa) ถึง 35 ประเทศ ที่ยอมรับเงื่อนไขเงินกู้จากประเทศจีน (China) เพื่อนำมาใช้ในโครงการพัฒนาพลังงานต่าง ๆ ซึ่งภาพแผนที่นี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างที่แท้จริงของภูมิรัฐศาสตร์พลังงานโลกในปัจจุบัน
โครงการพลังงานที่ประเทศจีน (China) เข้าไปสนับสนุนทางการเงินนั้นครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงานในทุกมิติ ประกอบด้วย:
น้ำมัน (Oil)
ก๊าซธรรมชาติ/ก๊าซธรรมชาติเหลว (Gas/LNG)
ถ่านหิน (Coal)
พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear)
พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar)
พลังงานน้ำ (Hydro)
โครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Transmission & distribution infrastructure) ทั้งนี้ ประเทศจีน (China) ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการเหล่านี้ในวงกว้างครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งทวีปแอฟริกา ตั้งแต่ประเทศโมร็อกโก (Morocco) ทางตอนเหนือ ไปจนถึงประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) ทางตอนใต้สุด
กลุ่มประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินในกลุ่มโครงการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ได้แก่ ประเทศไนจีเรีย (Nigeria) ประเทศแองโกลา (Angola) ประเทศกาบอง (Gabon) สาธารณรัฐคองโก (Republic of Congo) ประเทศชาด (Chad) และประเทศซูดาน (Sudan) โดยประเทศจีน (China) จะเน้นการให้เงินทุนเพื่อสนับสนุนกระบวนการขุดเจาะและสกัดสินค้าโภคภัณฑ์ที่จีนมีความต้องการ ผ่านรูปแบบการให้เงินกู้ยืมที่มักจะใช้ข้อตกลงค้ำประกันด้วยผลผลิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Collateralised against future production)
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มประเทศที่ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน จะได้รับเงินสนับสนุนในส่วนของโครงการระบบสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าเป็นหลัก เช่น ประเทศเอธิโอเปีย (Ethiopia) ประเทศเคนยา (Kenya) ประเทศแทนซาเนีย (Tanzania) สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และประเทศแซมเบีย (Zambia) ซึ่งการที่ประเทศจีน (China) เข้าไปก่อสร้างโครงข่ายระบบไฟฟ้า (Grid) ส่งผลให้รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นต้องตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาและผูกพันกับรัฐบาลจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศอื่น ๆ ที่เหลือนั้น จะได้รับเงินสนับสนุนแบบผสมผสานกันไป ทั้งในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และถ่านหิน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงทวิภาคี (Bilateral deal) เฉพาะของแต่ละประเทศที่จะทำให้สามารถลงนามในสัญญาจ้างงานร่วมกันได้สำเร็จ
ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดห่วงโซ่อุปทานพลังงานใน 35 ประเทศแอฟริกา ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยแหล่งเงินทุนจากจีน (Chinese capital) ผู้รับเหมาก่อสร้างชาวจีน (Chinese contractors) และภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงของจีน (Chinese terms) อย่างแท้จริง
เงินกู้ยืมเหล่านี้ย่อมมาพร้อมกับเงื่อนไขเฉพาะ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ได้สร้างอำนาจต่อรอง (Leverage) ให้แก่ประเทศจีน (China) และอำนาจต่อรองดังกล่าวจะสะสมและเพิ่มพูนความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า
ในปัจจุบัน ทวีปแอฟริกา (Africa) เป็นแหล่งสำรองแร่ธาตุสำคัญ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้ประเทศจีน (China) สามารถสถาปนาความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าหนี้อย่างเป็นทางการกับรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ที่ครอบครองและควบคุมทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่ามหาศาลเหล่านั้นไว้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผู้จัดทำรายงานชี้ว่า เงินกู้แต่ละรายการมาพร้อมกับเงื่อนไข และเงื่อนไขเหล่านั้นก่อให้เกิดอำนาจต่อรอง (leverage) ที่สะสมทบต้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าแอฟริกาเป็นแหล่งสำรองแร่สำคัญ น้ำมัน และก๊าซที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การที่จีนมีความสัมพันธ์ด้านเงินกู้โดยตรงกับรัฐบาลที่ควบคุมทรัพยากรเหล่านี้ จึงถูกมองว่าเป็นการปักหมุดอิทธิพลด้านพลังงานและทรัพยากรในระยะยาวของปักกิ่งในทวีปแอฟริกา
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/jackprandelli/status/2057404173558132860?s=20