.
อังกฤษนำเข้าน้ำมันรัสเซีย ผ่อนคว่ำบาตร เติมสต็อกดีเซล–น้ำมันเครื่องบิน ขณะ EU–G7 ยันไม่ทำตาม ยูเครนบอก “ถูกทอดทิ้ง”
22-5-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า สหราชอาณาจักรเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียในประเด็นเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดแคลนดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานในประเทศ ขณะที่สงครามในอิหร่านบั่นทอนกันชนด้านน้ำมันในตลาดโลก และผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสอดคล้องของนโยบายนี้กับคำมั่นของรัฐบาลลอนดอนในการสนับสนุนยูเครนอย่างแข็งขัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สหราชอาณาจักร (Britain) ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงมากกว่าประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ในยุโรป (Europe) และได้จุดชนวนให้เกิดกระแสต่อต้านทางการเมืองต่อความมุ่งมั่นของรัฐบาลอังกฤษในการสนับสนุนประเทศยูเครน (Ukraine) ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวผู้ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากเป็นการหารือภายในระบุว่า สหภาพยุโรป (European Union - EU) ยังไม่มีแผนที่จะดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้แต่อย่างใด
ทั้งนี้ สหราชอาณาจักร (Britain) ได้ออกใบอนุญาตจำนวน 2 ฉบับเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่ออนุญาตให้นำเข้าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ทที่ผ่านกระบวนการกลั่นในต่างประเทศโดยใช้น้ำมันดิบของรัสเซีย (Russian crude) เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพด้านอุปทาน โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันพุธ และมี "ระยะเวลาบังคับใช้แบบไม่มีกำหนด แต่อยู่ภายใต้การตรวจสอบเป็นระยะ"
มาตรการผ่อนปรนนี้จะบังคับใช้เฉพาะกับน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ทเท่านั้น และเกิดขึ้นในขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันทั่วโลกส่วนใหญ่ยังคงหยุดชะงักเนื่องจากสงครามอิหร่าน (Iran war) ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างรุนแรงเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ได้กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันพุธว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อกำหนดกรอบเวลาการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรใหม่และเพื่อปกป้องผู้บริโภค พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลกำลังผ่อนปรนแรงกดดันต่อกรุงมอสโก (Moscow)
"นี่ไม่ใช่เรื่องของการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่เดิมในทางใดทางหนึ่งเลย และเราจะยังคงร่วมมือกับพันธมิตรของเราในมาตรการคว่ำบาตรชุดต่อ ๆ ไป" นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) กล่าวแถลงต่อรัฐสภา
ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตของโรงกลั่นในภูมิภาคที่ยุโรปเคยพึ่งพาเพื่อจัดหาพลังงาน และยังเพิ่มการแข่งขันในระดับโลกเพื่อแย่งชิงน้ำมันดิบที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม สายการบินบางแห่งได้ออกมาเปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า พวกเขาไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในยุโรปในช่วงฤดูร้อนนี้ ในขณะที่การพึ่งพาการนำเข้าของสหราชอาณาจักรกลับเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการปิดตัวของโรงกลั่น Grangemouth ในประเทศสกอตแลนด์ (Scotland) และโรงกลั่น Lindsey ในทางตอนเหนือของลินคอล์นเชียร์ (North Lincolnshire)
ข้อมูลจาก OilX ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ปรึกษา Energy Aspects ระบุว่า คลังสำรองน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ทของสหราชอาณาจักร (UK) มีแนวโน้มที่จะหดตัวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2023 ภายในเดือนนี้ โดยในเดือนที่ผ่านมา กำลังการผลิตของโรงกลั่นภายในประเทศสามารถตอบสนองความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ทและน้ำมันก๊าด (Kerosene) ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตน้ำมันเครื่องบิน ได้ไม่ถึงหนึ่งในสามของความต้องการภายในประเทศทั้งหมด
ในปัจจุบัน ดัชนีราคาน้ำมันดีเซลล่วงหน้า ICE gasoil ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงน้ำมันดีเซลหลักของยุโรป ซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 160 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งสูงทะลุ 210 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนเมษายน
การผ่อนปรนข้อจำกัดสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ทที่ผลิตจากน้ำมันดิบของรัสเซีย โดยส่วนใหญ่กลั่นในประเทศอินเดีย (India) และประเทศตุรกี (Turkey) ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้ในการลดราคาเชื้อเพลิงในสหราชอาณาจักร การออกใบอนุญาตนี้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรที่มีผลบังคับใช้เมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นความสามารถของรัสเซียในการกอบโกยเงินสดจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ
นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 กรุงมอสโกได้ค้นพบตลาดใหม่สำหรับน้ำมันดิบของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย (India) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้ซื้อรายเล็กมาก ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ (US) ก็ได้ออกข้อยกเว้นสำหรับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียของตนเองเช่นกันนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น
เอมิลี ธอร์นเบอร์รี (Emily Thornberry) ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศของรัฐสภาอังกฤษ กล่าวว่า ประชาชนชาวเครน (Ukraine) รู้สึก "ผิดหวังเป็นอย่างมาก" จากการตัดสินใจผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบรัสเซียในครั้งนี้
"พวกเขาไม่เข้าใจเลย ในเมื่อเราเคยสัญญาว่าจะปิดช่องโหว่นี้ในเดือนตุลาคม แต่เราก็ยังไม่ได้ทำ และในความเป็นจริง ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ" เอมิลี ธอร์นเบอร์รี (Emily Thornberry) กล่าวกับสำนักข่าว BBC เมื่อวันพุธ
ทางด้านเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหราชอาณาจักร ซึ่งในขณะนี้บรรดารัฐมนตรีกำลังเผชิญกับการต่อสู้แย่ชิงอำนาจภายในเกี่ยวกับอนาคตของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ต่างก็โยนความผิดให้กันและกันต่อความจำเป็นที่ต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว
เจ้าหน้าที่บางส่วนระบุว่า ข้อจำกัดของกระทรวงพลังงานอังกฤษในการขยายกำลังการจัดหาอุปทาน ทำให้สหราชอาณาจักรตกอยู่ในสถานะที่เปราะบางยิ่งขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวว่า สำนักงานนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ณ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง (No 10 Downing Street) ประสบความล้มเหลวในการเป็นผู้นำเพื่อบรรเทาผลกระทบตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่วนเจ้าหน้าที่อีกรายระบุว่า กระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้เกิดความลังเลทันทีเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณของความตึงเครียด
ในทางลับ พวกเขายอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนี้บั่นทอนน้ำหนักและจุดยืนของสหราชอาณาจักรในการเรียกร้องให้พันธมิตรกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งเจ็ด G7) คงไว้และยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย
ข้อมูลจาก Vortexa ระบุว่า สหราชอาณาจักรไม่มีการนำเข้าน้ำมันดีเซลหรือน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ทจากประเทศอินเดีย (India) เลยนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษแถลงว่า "มาตรการคว่ำบาตรยังรวมถึงการสั่งห้ามการให้บริการทางทะเลต่อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของรัสเซีย ซึ่งจะจำกัดการเข้าถึงบริการขนส่งสินค้าและการประกันภัยระดับโลกของสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง"
"การสนับสนุนยูเครนของเรานั้นไม่มีวันสั่นคลอน มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมเหล่านี้จะช่วยจำกัดรายได้ของรัสเซีย และลดทอนขีดความสามารถในการทำสงครามที่ผิดกฎหมายของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ในยูเครนต่อไป" รัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุในแถลงการณ์ย้ำ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/lzinl?utm_source=copy-link&utm_campaign=3354264&utm_medium=share_widget