.
ยุโรปยุคไร้หลักประกัน จะยืนหยัดได้เองในโลกของมหาอำนาจหรือไม่?
26-5-2026
Euronews รายงานว่า ท่ามกลางสภาวะสงครามที่กำลังขยายตัวและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) ที่อ่อนแอลง ประเทศในทวีปยุโรปกำลังเร่งสะสมอาวุธและเตรียมความพร้อมสำหรับโลกที่พวกเขาอาจต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเองโดยปราศจากการพึ่งพาสหรัฐฯ
เวลานี้ยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับคำถามที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน นั่นคือ พวกเขาจะยังสามารถพึ่งพาประเทศอื่นเพื่อความมั่นคงของตนเองได้อีกต่อไปหรือไม่
นับตั้งแต่การบุกโจมตียูเครน (Ukraine) เต็มรูปแบบของรัสเซีย (Russia) และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน (China) ส่งผลให้สหภาพยุโรป (EU) ตกอยู่ในสภาวะที่สุ่มเสี่ยงในโลกที่ถูกกำหนดด้วยอำนาจทางทหาร (Hard power) มากกว่าความร่วมมือภายใต้กฎกติกาเสรีนิยมสากล
"นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ที่เราต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวร่วมกันอย่างแท้จริง" มาริโอ ดรากี (Mario Draghi) อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกไม่มั่นคงที่กำลังก่อตัวขึ้นในเมืองหลวงของกลุ่มประเทศยุโรป
ทัศนคติดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากรัฐบาลต่างๆ ทั่วทั้งทวีปกำลังปรับเปลี่ยนสมมติฐานที่ยึดถือมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับความมั่นคง พันธมิตร และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
การประเมินสถานการณ์ใหม่นี้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดแล้วในงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ โดยประเทศสมาชิก EU ได้เพิ่มงบประมาณทหารอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รัสเซียบุกโจมตียูเครนในปี 2022 ส่งผลให้ยอดรวมการใช้จ่ายด้านกลาโหมแตะระดับประมาณ 7.39 แสนล้านยูโรในปีนี้
ประเทศเยอรมนี (Germany) มีกำหนดการใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมอยู่ที่ 1.172 แสนล้านยูโรในปี 2026 ขณะที่ประเทศฝรั่งเศส (France) จะจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้จำนวน 6.85 หมื่นล้านยูโร ส่วนกลุ่มประเทศบริเวณแนวปีกตะวันออกขององค์การ NATO กำลังขับเคลื่อนกระบวนการนี้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันประเทศโปแลนด์ (Poland) ทุ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศสูงถึงร้อยละ 4.48 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ท่ามกลางความหวาดกลัวต่อการรุกรานระลอกใหม่ของรัสเซีย
การปรับเปลี่ยนนี้ถือเป็นการยุติแนวทางการจำกัดกำลังทางทหารที่ดำเนินมาหลายทศวรรษนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น ทว่าปัจจัยดังกล่าวก็ถูกขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประการที่สอง ซึ่งนั่นคือความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้นต่อสหรัฐฯ
ปัจจัยจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (The Trump factor)
ตลอดยุคหลังสงครามโลกเป็นส่วนใหญ่ ความมั่นคงของยุโรปตั้งอยู่บนรากฐานขององค์การ NATO และหลักประกันทางทหารจากสหรัฐฯ ซึ่งยึดโยงอยู่กับหลักการป้องกันร่วมกันตามมาตรา 5 (Article 5) ทว่าสมมติฐานดังกล่าวกำลังอยู่ภายใต้ภาวะตึงเครียดในปัจจุบัน
นับตั้งแต่การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของรัฐบาลชุดที่สองภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) บรรดาผู้นำยุโรปต้องเผชิญหน้ากับแนวทางนโยบายต่างประเทศแบบเอกภาคีนิยม (Unilateral) และมุ่งเน้นผลประโยชน์ต่างตอบแทน (Transactional) โดยรัฐบาลวอชิงตันมักดำเนินการตัดสินใจครั้งสำคัญทางทหารและทางการทูตโดยมีการปรึกษาหารือกับชาติพันธมิตรในขอบเขตที่จำกัดอย่างยิ่ง
ความตึงเครียดดังกล่าวยังได้ขยายขอบเขตเข้าสู่มิติต่างๆ ทางการค้า ผ่านการจัดเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากยุโรป และคำขู่ซ้ำหลายครั้งเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งมีส่วนทำให้ฝ่ายบริหาร ณ กรุงบรัสเซลส์ (Brussels) มีความรู้สึกร่วมกันว่า ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (Transatlantic relationship) กำลังมีความสามารถในการคาดการณ์ได้ลดน้อยลง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแตกหักอย่างเป็นทางการ ทว่าเป็นการกัดเซาะความเชื่อมั่นทีละน้อยต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนนั้นกำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายของยุโรป
ในเวลานี้ EU ได้เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ Readiness 2030 (ซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ ReArm Europe) โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนด้านการป้องกันประเทศมูลค่ามากกว่า 8 แสนล้านยูโร ผ่านการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ทางการคลัง การร่วมมือจัดซื้อจัดจ้างอาวุธ และการขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการใช้กลไกการดำเนินการด้านความปลอดภัยสำหรับยุโรป หรือ SAFE (Security Action for Europe) ของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้มูลค่าสูงสุด 1.5 แสนล้านยูโรสำหรับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทหารร่วมกัน โดยมี 18 ประเทศรวมถึงประเทศแคนาดา (Canada) แสดงความสนใจเข้าร่วมแล้ว
นอกเหนือจากมิติด้านงบประมาณแล้ว กรุงบรัสเซลส์ยังกำลังสำรวจแนวทางการบูรณาการที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการหารือรวมถึงการจัดตั้งสหภาพการป้องกันประเทศยุโรป (European Defence Union), แผนงาน "Military Schengen" เพื่อเปิดทางให้เกิดการเคลื่อนกำลังพลข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนโครงการระยะยาว เช่น โล่ป้องกันภัยทางอากาศของยุโรป (European Air Shield) และโล่ป้องกันภัยทางอวกาศ (Space Shield)
แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาที่แตกต่างกัน แต่ก็สะท้อนถึงความทะเยอทะยานในวงกว้างที่จะกำหนดให้ประเด็นความมั่นคงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของยุโรป แทนที่จะเป็นหน้าที่ของแต่ละประเทศเพียงลำพัง
ยุโรปยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศให้เกินเลยไปกว่าสหรัฐฯ โดยข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระหว่าง EU-แคนาดา (EU-Canada Security and Defence Partnership) ที่ได้รับการลงนามเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สะท้อนถึงความร่วมมือที่เติบโตขึ้นกับแคนาดาและสหราชอาณาจักร (UK) ในด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ความยืดหยุ่นเชิงระบบ และขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกลุ่มพันธมิตรที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันในวงกว้าง ในขณะที่ยุโรปพยายามลดการพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศมหาอำราจเดี่ยวใดๆ
ยุทธศาสตร์การลดความเสี่ยงของยุโรป (De-risking Europe)
ในขณะเดียวกัน EU กำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากทั้งรัฐบาลวอชิงตันและกรุงปักกิ่ง (Beijing) ประเด็นมาตรการภาษีศุลกากรและความขัดแย้งทางการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ได้ปลุกความกังวลเกี่ยวกับการบีบบังคับทางเศรษฐกิจจากพันธมิตรดั้งเดิม ขณะที่ปัญหาขีดความสามารถการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม (Industrial overcapacity) ของจีน และการครอบครองห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญอย่างเบ็ดเสร็จ ยังคงสร้างความตึงเครียดต่อภาคอุตสาหกรรมของยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดย EU เผชิญกับการขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาลกับจีน ซึ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาการพึ่งพาในระยะยาวและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
เพื่อตอบสนองต่อสิ่งนี้ กรุงบรัสเซลส์ได้นำยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "การลดความเสี่ยง" (De-risking) มาใช้ ซึ่งเป็นการลดระดับความสุ่มเสี่ยงและการพึ่งพาต่อทั้งสหรัฐฯ และจีน โดยไม่มีการตัดขาดความสัมพันธ์อย่างสมบูรณ์ (Decoupling) แนวทางนี้รวมถึงการทยอยถอดถอนบริษัทเทคโนโลยีของจีน เช่น Huawei และ ZTE ออกจากโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ตลอดจนความพยายามในการเสริมสร้างทางเลือกของยุโรปเองในมิติด้านการเงิน ระบบการชำระเงินดิจิทัล และการผลิตภาคอุตสาหกรรม
ทว่าแม้จะมีการปรับเปลี่ยนเหล่านี้ ยุโรปยังคงถักทออยู่อย่างแนบแน่นในระบบโลกที่ถูกกำหนดทิศทางโดยการต่อรองของประเทศมหาอำราจ การทูตระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ-จีน, การปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญของสหรัฐฯ มุ่งสู่ภูมิภาคเอเชีย และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างจีนและรัสเซีย ได้ตอกย้ำความหวาดกลัวในกรุงบรัสเซลส์ว่า ยุโรปกำลังกลายเป็น "ผู้ปฏิบัติตามกฎ" (Rule-taker) มากกว่าที่จะเป็น "ผู้กำหนดกฎ" (Rule-maker) ในกิจการโลก
แม้แต่ในประเด็นของยูเครน ซึ่ง EU ได้จัดสรรความช่วยเหลือร่วมกันไปแล้วมากกว่า 2 แสนล้านยูโรนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 บรรดาผู้นำยุโรปมักพบว่าตนเองทำได้เพียงแค่การดำเนินมาตรการตอบสนองต่อการริเริ่มของสหรัฐฯ มากกว่าการเป็นผู้กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ แพ็กเกจความช่วยเหลือมูลค่าเพิ่มเติมอีก 9 หมื่นล้านยูโรที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือภายหลังการยกเลิกสิทธิ์วีโต้ของประเทศฮังการี (Hungary) ได้บ่งชี้ให้เห็นถึงทั้งน้ำหนักทางการเงินและความแตกแยกทางการเมืองภายในของยุโรปเอง
เบื้องหลังการเร่งรัดแผนการป้องกันประเทศนี้ มีคำถามพื้นฐานประการสำคัญซ่อนอยู่ นั่นคือ สหภาพที่ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ จะสามารถยกระดับกลายเป็นมหาอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่
สำหรับในปัจจุบัน ยุโรปกำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางนั้นผ่านการเพิ่มงบประมาณกลาโหม กลไกการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ และการขยายความร่วมมือที่เป็นพันธมิตร ทว่าขีดความสามารถหลักที่สำคัญหลายประการยังคงต้องพึ่งพาสหรัฐฯ และกรอบเวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือทางทหารอย่างเต็มรูปแบบยังคงทอดยาวออกไปอีกหลายปีในอนาคต
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ภาพของทวีปที่อยู่ในสภาวะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาหลักประกันความมั่นคงเดิมได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีขีดความสามารถที่เพียงพอที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนที่ได้อย่างสมบูรณ์ ในยุคสมัยที่ถูกกำหนดด้วยการกลับมาแข่งขันกันของประเทศมหาอำราจ ความไม่แน่นอนดังกล่าวจึงได้กลายเป็นเงื่อนไขเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดนิยามของยุโรปในปัจจุบัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.euronews.com/my-europe/2026/05/20/can-europe-secure-its-own-future-in-a-world-of-great-power-politics