.
ปมขัดแย้ง "ทรัมป์-เนทันยาฮู" อุปสรรคสำคัญในการเจรจาสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน แม้ทรัมป์มั่นใจปิดเกมได้
3-6-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้แสดงความมั่นใจอย่างต่อเนื่องว่าข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่านกำลังอยู่ในระยะที่ใกล้บรรลุผล ทว่าความมุ่งมั่นของอิสราเอลในการเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารตามเป้าหมายของตนเอง กำลังกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าอิทธิพลของผู้นำสหรัฐฯ ต่อทิศทางของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ยังคงมีความเปราะบางอย่างยิ่ง
ความร้าวฉัตรทางการทูตครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลยกระดับปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ (Donald Trump) และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ซึ่งทั้งสองผู้นำกลับให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันในประเด็นข้อตกลง โดยประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ให้สัมภาษณ์ในเบื้องต้นว่ามีการตกลงหยุดยิงในวงกว้าง ในขณะที่ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู (Netanyahu) กลับมีความแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นถึงความจริงที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับมาโดยตลอด นั่นคือ “สหรัฐฯ และอิสราเอลมีมุมมองที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับจุดสิ้นสุดของสงคราม” ความขัดแย้งทางแนวคิดนี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจาที่เปราะบางและยืดเยื้อระหว่างวอชิงตันและเตหะราน ซึ่งยืนกรานว่าเลบานอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพใดๆ ก็ตาม
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) จะย้ำเสมอว่าอิหร่านกำลังต้องการข้อตกลงอย่างยิ่ง แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านกลับระบุว่าการเจรจาผ่านตัวกลางได้ถูกระงับลงแล้ว ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ออกมาปฏิเสธในวันอังคารว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ ท่าทีของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู (Netanyahu) ขู่ว่าจะโจมตีกรุงเบรุต (Beirut) เมืองหลวงของเลบานอน โดยอิสราเอลยืนยันว่าปฏิบัติการต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ซึ่งสหรัฐฯ จัดเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของอิสราเอลและภูมิภาค
ในด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ราคาพลังงานโลกขยับตัวสูงขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สอง เนื่องจากนักลงทุนในตลาดน้ำมันให้ความสนใจกับสถานการณ์การไหลเวียนของน้ำมันในสถานการณ์จริง มากกว่าการแสดงท่าทีที่ย้อนแย้งกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
แม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มสงครามร่วมกันด้วยการเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่สัญญาณความแตกร้าวที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจทำให้ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ที่จะยุติสงครามมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยรายงานจากสื่อ Axios ระบุว่า การสนทนาทางโทรศัพท์ที่ดุเดือดในสัปดาห์นี้มีทั้งคำหยาบคายจากประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) และการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู (Netanyahu) มีพฤติกรรมที่ไม่เห็นคุณค่า ทั้งนี้ ทำเนียบขาวไม่ได้ตอบกลับคำขอการยืนยันรายงานดังกล่าว ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในวอชิงตันยังไม่มีการตอบสนองต่อคำถามเรื่องรอยร้าวกับสหรัฐฯ
ไมเคิล สิงห์ (Michael Singh) อดีตผู้อำนวยการอาวุโสประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ด้านตะวันออกกลางในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ให้ความเห็นว่า “อิหร่านกำลังพยายามสร้างรอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล และพูดตามตรงคือพวกเขาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง”
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ยังเผชิญกับความท้าทายในการโน้มน้าวผู้สังเกตการณ์ รวมถึงนักเทรดในตลาดน้ำมันว่าเขาสามารถหยุดวงจรความขัดแย้งซ้ำซากนี้ได้จริง โดยที่ผ่านมาเมื่อเกิดการตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงต้นเดือนเมษายน อิสราเอลก็ได้เพิ่มระดับปฏิบัติการในเลบานอน จนทำให้อิหร่านขู่ว่าจะถอนตัวจากการเจรจา ซึ่งนำไปสู่รูปแบบเหตุการณ์เดิมๆ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ต้องโทรศัพท์ไปหาเนทันยาฮู (Netanyahu) และได้รับคำมั่นว่าจะหยุดโจมตี ก่อนที่สถานการณ์จะวนกลับมาที่เดิมอีกครั้งในช่วงสองวันที่ผ่านมา
สำหรับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังคงมีประเด็นสำคัญที่ต้องหาข้อสรุป ได้แก่ เสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz), อนาคตของเงินอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ และขอบเขตของความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ อิหร่านได้ประณามการรุกรานเลบานอนของอิสราเอล และเตือนว่าอาจเพิ่มมาตรการจำกัดการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซ, ปิดช่องแคบ บับ อัล-มันเดบ (Bab el-Mandeb) และอาจโจมตีอิสราเอลโดยตรง
ในขณะเดียวกัน พันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งในโลกอาหรับและยุโรปต่างเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งในเลบานอน ซึ่งความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปทั้งคืน โดยมีรายงานการโจมตีจากทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 3,000 ราย และมีผู้พลัดถิ่นประมาณ 1 ล้านคน
ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้แถลงหลังการสนทนาเมื่อวันจันทร์ โดยประกาศว่ากองกำลังอิสราเอลจะไม่เคลื่อนพลเข้ากรุงเบรุต (Beirut) และเสนอว่ามีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในวงกว้างระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) แล้ว อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู (Netanyahu) ยืนยันเพียงแค่การหยุดยิงชั่วคราวในเลบานอนตอนเหนือ แต่ยังคงยืนยันว่าอิสราเอลจะเดินหน้าปฏิบัติการในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศต่อไป ซึ่งในเวลาต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้โพสต์ข้อความเน้นย้ำถึงความสำเร็จของเขาที่สามารถโน้มน้าวให้นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู (Netanyahu) “ถอนทหาร” ออกจากกรุงเบรุตได้สำเร็จ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-02/trump-s-netanyahu-problem-is-latest-key-hurdle-to-iran-deal?srnd=phx-politics