.
“การเปลี่ยนแปลงระบอบกำลังจะมาถึงสหรัฐอเมริกา”
3-6-2026
นั่นไม่ใช่คำพูดของดิฉัน แต่มันเป็นคำพูดของชายที่เพิ่งกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระบบการเงินโลก เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ “เรากำลังอยู่แนวหน้า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐฯ นี่อาจเป็นยุคทองก็ได้” เขากล่าว
ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังถกเถียงกันว่า Fed จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ยในปีนี้ สิ่งที่วอร์ชกำลังพูดถึงนั้นใหญ่กว่านั้นมาก และเมื่อดิฉันได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ดิฉันก็มีคำถามขึ้นมาว่าทำไมชายที่เพิ่งเข้ามาควบคุมธนาคารกลางที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก ถึงพูดว่า Fed เองต้องการ “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” (Regime Change)?
โดยปกติแล้ว เมื่อประธาน Fed คนใหม่เข้ารับตำแหน่ง พวกเขามักจะพูดถึงความต่อเนื่อง ความมั่นคง และเสถียรภาพ แต่ยิ่งดิฉันศึกษาสุนทรพจน์ของวอร์ชมากขึ้น ก็ยิ่งพบว่าเขากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของ Fed ต่อเรื่องเงินเฟ้อ งบดุล และแม้กระทั่งบทบาทของ Fed ในระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้นคำถามสำคัญคือ วิสัยทัศน์ของเควิน วอร์ช ที่ต้องการสร้าง “ระบอบการเงินใหม่” จะส่งผลต่อพวกเราทุกคนอย่างไร?
จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปที่ปี 2008
เพื่อเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องย้อนกลับไปยังปี 2008 เพราะปี 2008 ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตการเงินเท่านั้น แต่มันคือจุดเริ่มต้นของยุคการเงินใหม่
ก่อนหน้านั้น แม้ว่าหนี้ของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นมานานหลายทศวรรษ และ Fed จะเคยแทรกแซงตลาดมาก่อน
แต่ยังมีความเชื่อโดยทั่วไปว่า ตลาดต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตัวเองในที่สุด
ในอดีต วิกฤตการเงินทุกครั้งมักมีจุดจบ
เศรษฐกิจถดถอยจะกำจัดความฟุ่มเฟือยและความเสี่ยงส่วนเกินออกไป จากนั้นเศรษฐกิจก็จะกลับมาสมดุลอีกครั้ง
แต่ในปี 2008 ผู้กำหนดนโยบายเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป แทนที่จะปล่อยให้วงจรหนี้ดำเนินไปตามธรรมชาติ
พวกเขากลับอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจำนวนมหาศาล และการตัดสินใจครั้งนั้นได้เปลี่ยนทิศทางของระบบการเงินโลกไปตลอดกาล
สิ่งที่ควรเป็นเพียงสะพานข้ามวิกฤต
กลับกลายเป็นรากฐานของระบบการเงินใหม่ที่มีกฎเกณฑ์ใหม่
เควิน วอร์ช Fed อย่างไร
นี่คือจุดที่วอร์ชเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาไม่ได้บอกว่า Fed ทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียว แต่เขากำลังบอกว่า ตลาดพึ่งพาการแทรกแซงของธนาคารกลางมากเกินไป
Fed พึ่งพาการขยายงบดุลมากเกินไป ความเชื่อมั่นต่อ Fed ลดลงอย่างรุนแรง วอร์ชเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์ Fed ที่ตรงไปตรงมาที่สุด แต่การวิจารณ์เป็นเรื่องง่าย การเสนอทางออกต่างหากที่ยากกว่า
เงินเฟ้อคืออะไร?
วอร์ชมักอ้างอิงผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “เงินเฟ้อถูกสร้างขึ้นที่วอชิงตัน เพราะมีเพียงวอชิงตันเท่านั้นที่สามารถสร้างเงินได้” เขาอธิบายว่า ผู้บริโภคไม่ได้สร้างเงินเฟ้อ บริษัทต่าง ๆ ก็ไม่ได้สร้างเงินเฟ้อ
สิ่งที่สร้างเงินเฟ้อคือ การใช้จ่ายภาครัฐมากเกินไป การสร้างเงินมากเกินไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินเฟ้อระยะยาวไม่ได้เกิดจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน หรือความโลภของบริษัท
แต่เกิดจากปริมาณเงินและเครดิตที่เติบโตเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เงินเฟ้อคือภาษีรูปแบบหนึ่ง หนึ่งในคำพูดที่ฟรีดแมนชื่นชอบคือ “เงินเฟ้อคือการเก็บภาษีโดยไม่ต้องออกกฎหมาย” ดังนั้น ตอนนี้เราจึงมีประธาน Fed ที่มีมุมมองตรงข้ามกับผู้นำ Fed หลายคนในอดีต
ซึ่งเคยบอกว่า เงินเฟ้อเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ปัญหาห่วงโซ่อุปทานเป็นสาเหตุหลัก แม้กระทั่งเจอโรม พาวเวลล์ ยังเคยกล่าวว่า แนวคิดที่ว่า “ปริมาณเงินเกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อ” เป็นสิ่งที่ผู้คนควรเลิกเชื่อ วอร์ชเคยล้อเลียนแนวคิดนี้ว่า “คุณต้องมีปริญญาเอกจากสถาบันชั้นนำจริง ๆ ถึงจะเชื่อว่าเงินเฟ้อไม่เกี่ยวอะไรกับปริมาณเงิน”
หนี้สหรัฐฯ กำลังกลายเป็นปัญหา ปัจจุบันสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะเกือบ 40 ล้านล้านดอลลาร์
Fed ยังมีงบดุลขนาดมหาศาลจากนโยบาย QE หลายปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลกำลังสูงขึ้น ทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและปัจจุบันค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐฯ สูงเกิน1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว
AI จะช่วยหรือจะซ้ำเติม?
วอร์ชเชื่อว่า การปฏิวัติ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่หลายคนไม่เห็นด้วย บริษัทเทคโนโลยีกำลังลงทุนใน AI รวมกันเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
เงินลงทุนเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการออกพันธบัตร ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ดังนั้น AI อาจไม่ได้ช่วยลดเงินเฟ้อในระยะสั้น และอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบการเงินด้วยซ้ำ
สหรัฐฯ อาจใช้เงินเฟ้อลดภาระหนี้?
ในประวัติศาสตร์ ประเทศที่มีหนี้มหาศาลแทบไม่เคยชำระหนี้จนหมดด้วยการหาเงินมาคืนทั้งหมด แต่บ่อยครั้งใช้วิธี ปล่อยให้เงินเฟ้อกัดกร่อนมูลค่าหนี้ แม้รัฐบาลจะได้ประโยชน์ แต่ผู้เสียประโยชน์คือ
ผู้เก็บออม
ผู้เกษียณอายุ
ผู้มีรายได้คงที่
ผู้ถือเงินสดและสินทรัพย์สกุลดอลลาร์
เพราะกำลังซื้อของเงินจะลดลง
ปัญหาสุดท้าย: ตลาดพันธบัตร
ต่อให้รัฐบาลประกาศว่าเงินเฟ้ออยู่ภายใต้การควบคุม และ Fed ลดดอกเบี้ย หากนักลงทุนไม่เชื่อ ทุกอย่างก็อาจล้มเหลวเพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะยังคงปรับสูงขึ้น
หากผู้ซื้อพันธบัตรไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะสามารถชำระหนี้คืนได้ในมูลค่าที่แท้จริง ผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งขึ้นต่อไป
และสถานการณ์จะเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “วงจรหายนะของหนี้” (Debt Doom Loop) คือ
ดอกเบี้ยสูงขึ้น
รัฐบาลต้องกู้เพิ่ม
ต้องออกหนี้เพิ่ม
ตลาดเรียกผลตอบแทนสูงขึ้นอีก และวนซ้ำไม่สิ้นสุด
Fed ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องกำลังซื้อของประชาชน แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ระบบการเงินมีความยืดหยุ่น และท้ายที่สุด ไม่ว่าผู้บริหาร Fed จะเปลี่ยนเป็นใคร หากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในหนี้ของสหรัฐฯ
ปัญหาก็จะยังคงอยู่ กำลังซื้อของเงินดอลลาร์และสินทรัพย์สกุลดอลลาร์อาจลดลงเรื่อย ๆ และผู้ที่เตรียมตัวล่วงหน้าเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องความมั่งคั่งของตนได้
ที่มา (From The Fed's New Plan to Shrink $40T Without Paying It Back
https://www.youtube.com/watch?v=2mhfvqjzWPk )