.
การเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านส่อถึงทางตัน ‘บันทึกความเข้าใจ 60 วัน’ ถูกมองแค่การซื้อเวลา ขณะอิสราเอลยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อสันติภาพระยะยาว
23-6-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า คณะผู้แทนจากประเทศสหรัฐฯ (US) นำโดย เจดี แวนซ์ (J.D. Vance) รองประธานาธิบดี, สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเรด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ได้เปิดฉากนั่งเจรจาร่วมห้องกับ อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน (Iran) เป็นครั้งแรก ณ เมืองรีสอร์ตบูร์เกนสต็อก (Buergenstock) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) โดยมีประเทศกาตาร์ (Qatar) และประเทศปากีสถาน (Pakistan) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญ (Essential intermediaries) ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดอย่างรุนแรง ข้อพิพาทด้านระเบียบปฏิบัติ (Protocol) ที่ลากยาว และถ้อยแถลงเชิงรบกวนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งสะท้อนถึงระดับความไม่ไว้วางใจที่ฝังลึกระหว่างรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) และกรุงเตหะราน (Tehran)
บันทึกความเข้าใจชั่วคราว: ข้อจำกัดของยุทธศาสตร์ ‘กดดันขั้นสูงสุด’
บันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 เป็นเพียงแถลงการณ์แสดงเจตจำนงชั่วคราวที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเลื่อนระยะเวลาความขัดแย้งออกไป โดยผลักดันประเด็นสำคัญเชิงโครงสร้างเข้าสู่กรอบเวลาเจรจา 60 วัน ซึ่งมีรายละเอียดสถานการณ์ปัจจุบันดังนี้:
ประเด็นนิวเคลียร์: อิหร่านยอมระงับกิจกรรมการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมบางประเภทเป็นการชั่วคราว ทว่าโครงสร้างพื้นฐานยังอยู่ครบถ้วน ไม่มีการจำกัดเพดานขั้นสูงในอนาคต หรือการรื้อถอนระบบหมุนเหวี่ยงแยกสารแบบเป็นขั้นบันได (Centrifuge cascades) ที่จับต้องได้ และพร้อมพลิกกลับมาดำเนินการใหม่ได้ภายในไม่กี่วัน
มาตรการคว่ำบาตร (Sanctions): สหรัฐฯ ยังไม่ได้ยกเลิกมาตรการใดๆ และยังไม่คืนสินทรัพย์ที่ถูกอายัดเต็มจำนวน ทำให้อิหร่านเสียเปรียบเชิงโครงสร้างจากการยอมอ่อนข้อโดยไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz): ข้อกำหนดเรื่องการเดินเรือปลอดภัยไร้กลไกบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement mechanism) หรือหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งเสี่ยงเป็นง่อยทันทีหากเกิดเหตุปะทะทางเรือแม้เพียงครั้งเดียว
สถานการณ์ในเลบานอน (Lebanon): ชะตากรรมของกลุ่มเฮซบอลลาห์ (Hezbollah) ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่สีเทา (Grey zone) โดยไม่มีมาตรการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ (Verification regime) จากหน่วยงานอิสระอย่าง IAEA เหมือนเช่นข้อตกลง JCPOA ปี 2015
อิสราเอล: ปัจจัยแทรกแซงและภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง
ข้อตกลงนี้ได้จำกัดเสรีภาพในการปฏิบัติการของประเทศอิสราเอล (Israel) ซึ่งเป็นสิ่งนโยบายที่ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยอมรับไม่ได้ โดยเนทันยาฮูประกาศกร้าวว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้รับอาวุธนิวเคลียร์ตราบที่เขาดำรงตำแหน่ง ขณะที่ อิสราเอล คัตซ์ (Israel Katz) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่ากองทัพอิสราเอล หรือ IDF (Israel Defense Forces) ยังคงรักษาเสรีภาพในการลงมือเต็มรูปแบบ โดยในเดือนมิถุนายน 2026 นี้ กองทัพ IDF ได้เดินหน้าปฏิบัติการทำลายโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินของเฮซบอลลาห์บนแนวเขาอาลี ตาเฮอร์ (Ali Taher ridge) ทางตอนใต้ของเลบานอนอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับความเห็นของ ฮาคาน ฟิดาน (Hakan Fidan) รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศตุรกี (Turkey) ที่ชี้ว่าอิสราเอลพร้อมบ่อนทำลายข้อตกลงทันทีที่มีโอกาส นอกเหนือจากนี้ กระแสต่อต้านในสภาคองเกรส (US Congress) และเครือข่ายกลุ่มทุนหนุนอิสราเอลยังคงเป็นแรงกดดันภายในอเมริกาที่พร้อมตีตราว่าดีลนี้คือการทรยศ
กลยุทธ์การเมืองภายในของทรัมป์ และการพักรบเชิงยุทธวิธี
เบื้องหลังการจัดฉากของทรัมป์คือนโยบายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศ เนื่องจากข้อมูลจาก CBS News ระบุว่า ประชากรชาวอเมริกันถึง 78% ต้องการให้สงครามยุติทันทีจากความวิตกกังวลทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลังการลงนาม ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับตัวลดลง แรงกดดันในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ผ่อนคลาย และตลาดทุนเริ่มมีเสถียรภาพ ซึ่งส่งผลดีต่อคณะทำงานของรัฐบาลพรรครีพับลิกันที่กำลังเผชิญศึกเลือกตั้งกลางเทอม (Midterms) ทรัมป์จึงสามารถใช้ภาพลักษณ์นี้สร้างคะแนนนิยมในกลุ่มรัฐอุตสาหกรรมเก่า (Rust Belt) และเขตชานเมือง ว่าเขาสามารถสยบชาติศัตรูและปกป้องช่องแคบยุทธศาสตร์ได้โดยไม่ต้องสูญเสียกำลังพลภาคพื้นดิน
บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: ดีล 60 วันนี้เป็นเพียง "การหยุดพักรบเชิงยุทธวิธีอย่างจงใจ" (Deliberate tactical pause) เพื่อให้สหรัฐฯ มีเวลาประเมินข้อบกพร่องทางการทหาร ปรับกระบวนการทูต และเตรียมฐานเสียงก่อนจะกลับมาบีบบังคับอิหร่านอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงต้นปี 2027 ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็รู้เท่าทันและจะใช้เวลานี้ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน จัดระเบียบระบบโลจิสติกส์กับกลุ่มตัวแทน (Proxies) และแสดงจุดยืนไม่ยอมจำนนต่อหน้าประชาชนในประเทศ ซึ่งมีราคาจ่ายทางการเมืองที่สูงกว่าการเผชิญหน้า
แม้จะมีฉากทัศน์เชิงบวกที่รัฐบาลทรัมป์อาจเลือกตัดหางปล่อยวัดความต้องการของอิสราเอลเพื่อรักษาเสรีภาพทางเศรษฐกิจของอเมริกา ตามหลักการไม่ยึดติดพันธมิตรของตน แต่เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน การประชุมเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงการระงับศึกชั่วคราวเพราะราคาจ่ายของสงครามพุ่งสูงเกินกว่าที่ทั้งสองฝ่ายจะแบกรับ หากกรอบเวลา 60 วันนี้สิ้นสุดลงโดยไม่มีกลไกผูกพันทางกฎหมายและระบบการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ สิ่งที่จะตามมาจะไม่ใช่สงครามรูปแบบเดิม แต่จะเป็นการประจัญบานที่ผ่านการเตรียมการ มุ่งเป้าแม่นยำ และมีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงกว่าเดิมอย่างมหาศาล
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/641967-iran-us-talks-going-nowhere/