.
ส่องเกม“G2” ของ ทรัมป์ ยอมถอยเรื่องไต้หวัน –แช่แข็งดีลอาวุธหลายหมื่นล้าน ต่อรองปักกิ่งก่อน สี จิ้นผิงเยือนวอชิงตัน
19-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ยังไม่มีแนวโน้มที่จะต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับ ไล ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) ผู้นำของไต้หวัน (Taiwan) ในเร็วๆ นี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ทรัมป์จะเคยแสดงท่าทีเปิดรับที่จะพูดคุยกับผู้บริหารเกาะไต้หวันก็ตาม โดยแหล่งข่าวสองรายที่ใกล้ชิดกับประเด็นนี้ระบุว่า ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในการจัดเตรียมการสนทนาดังกล่าว เนื่องจากขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้นำอเมริกาในการเป็นผู้เริ่มดำเนินการ ขณะที่แหล่งข่าวอีกสามรายระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่าการต่อสายตรงถึง ไล ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) อาจส่งผลกระทบและทำลายแผนการประชุมสุดยอดผู้นำร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน (China) ที่มีกำหนดจัดขึ้น ณ กรุงวอชิงตันในเดือนกันยายน รวมถึงอาจทำลายข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียด (Detente) ที่สองผู้นำบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ความกังวลดังกล่าวมีกรณีตัวอย่างในอดีตเกิดขึ้น โดยรัฐบาลปักกิ่งเคยแสดงท่าทีเมินเฉยต่อคณะทำงานที่กำลังจะเข้ามารับตำแหน่งของทรัมป์ในช่วงปลายปี 2016 หลังจากที่ทรัมป์ในฐานะว่าที่ประธานาธิบดีขณะนั้น ได้รับสายโทรศัพท์แสดงความยินดีจาก ไช่อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) ผู้นำไต้หวันในเวลานั้น ซึ่งถือเป็น การติดต่อโดยตรงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1979 ส่งผลให้ทางการจีนตอบโต้ด้วยการยื่นประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งวิจารณ์ว่าสายโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นเพียง "ลูกไม้ตื้นๆ" ของไต้หวัน ดังนั้น การแสดงท่าทีอดกลั้นของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จึงครอบคลุมไปถึงการติดต่อในระดับสูง โดยแหล่งข่าวหลายรายชี้ว่า สหรัฐฯ จะไม่มีการประกาศข้อตกลงซื้อขายอาวุธครั้งใหม่ให้แก่ไต้หวันในระยะสั้นนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าแพ็กเกจอาวุธบางส่วนจะได้รับการประกาศหรืออนุมัติหลังจากนั้น
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลิน เจียหลง (Lin Chia-lung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับช่วงเวลาที่อาจเกิดการสนทนาระหว่างทรัมป์และไลชิงเต๋อ โดยระบุว่าเขาไม่สามารถพูดแทนทรัมป์ได้ แต่ทางไต้หวันพร้อมที่จะต่อสายพูดคุยตลอดเวลา พร้อมทั้งอธิบายว่าความล่าช้าในการขายอาวุธเป็นเพียง "ปัญหาทางเทคนิค" ทั้งนี้ รัฐบาลปักกิ่งถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนและประกาศกร้าวจะรวมชาติด้วยกำลังหากจำเป็น ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่รวมถึงสหรัฐฯ ต่างไม่ได้ให้การรับรองไต้หวันในฐานะรัฐอิสระ ทว่ารัฐบาลวอชิงตันคัดค้านความพยายามใดๆ ที่จะยึดครองเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้ด้วยกำลัง และมีข้อผูกพันในการจัดหาอาวุธให้แก่ไต้หวัน
ข้อมูลจากทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ได้เชิญ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ให้เดินทางเยือนสหรัฐฯ ในวันที่ 24 กันยายน ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันแถลงว่ายังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน แต่กำลังพิจารณ์ช่วงเวลาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ในประเทศฝรั่งเศส (France) ทรัมป์ได้กล่าวถึงการประชุมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับผู้นำจีน โดยระบุว่า "เรากำลังจะมีการประชุม G2 เกิดขึ้น... คุณคงรู้ว่า G2 คืออะไร" ซึ่งทรัมป์มักใช้คำว่า "G2" ในการเรียกสหรัฐฯ และจีน เพื่อสื่อถึงสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินอยู่เหนือประเด็นไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งระบุชัดเจนว่าเป็นเส้นแดง (Red line) ในความสัมพันธ์กับวอชิงตัน โดยแหล่งข่าวทางการทูตรายหนึ่งระบุว่า ไต้หวันคาดว่าจะกลายเป็นประเด็นหลักในการแลกเปลี่ยนระดับสูงระหว่างปักกิ่งและวอชิงตัน ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า จีนรับรู้ว่าเพียงแค่การแสดงท่าทีเปิดช่องให้เกิดข้อตกลงในอนาคตกับวอชิงตัน ก็เพียงพอที่จะทำให้การขายอาวุธให้ไต้หวันล่าช้าออกไปได้
ในปีนี้ ข้อตกลงขายอาวุธบางส่วนได้ถูกระงับไว้ชั่วคราว โดยก่อนการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคม คณะทำงานของสหรัฐฯ ได้สั่งระงับแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาชั่วคราว ซึ่งแพ็กเกจดังกล่าวรวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธขั้นสูง เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 Patriot และระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศขั้นสูงระดับชาติ หรือ Nasams ขณะที่ในช่วง 6 เดือนก่อนหน้านั้น การประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันแยกต่างหากมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของรัฐบาลวอชิงตัน ได้สร้างความโกรธเคืองให้กับรัฐบาลปักกิ่งอย่างรุนแรง
รูเพิร์ต แฮมมอนด์-แชมเบอร์ส (Rupert Hammond-Chambers) ประธานสภาธุรกิจสหรัฐฯ-ไต้หวัน (US-Taiwan Business Council) เปิดเผยว่า มีแพ็กเกจอาวุธค้างส่งให้แก่เกาะไต้หวันจำนวน 4 แพ็กเกจ ซึ่งมี 2 แพ็กเกจที่ได้รับการรายงานต่อสาธารณะ โดยระบุว่าทางสภายังไม่ได้รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับจุดยืนของประธานาธิบดีในเรื่องการขายอาวุธ แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ได้รับการสรุปข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว พร้อมเสริมว่า "สิ่งที่คุณทรัมป์ต้องทำมีเพียงแค่การสั่ง 'อนุมัติ' และเรื่องนี้จะได้รับการแจ้งเตือน จากนั้นเราจะขับเคลื่อนไปสู่ขั้นตอนการทำสัญญาระหว่างกระทรวงการสงครามของสหรัฐฯ (หมายถึงกระทรวงกลาโหม) และผู้รับเหมารายหลักสำหรับระบบ PAC-3 และ Nasams"
แฮมมอนด์-แชมเบอร์ส (Rupert Hammond-Chambers) มองว่า การที่คณะทำงานนิ่งเฉยต่อการขายอาวุธในครั้งนี้ ทรัมป์กำลังทำ "สิ่งผิดพลาด" ซ้ำรอยอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) และ บารัก โอบา (Barack Obama) ซึ่งทั้งสองคนต่างเคยระงับการขายอาวุธให้ไต้หวันชั่วคราวในระหว่างดำรงตำแหน่ง โดยโอบาเคยระงับการขายอาวุธในช่วงปี 2011 ถึง 2015 และบุชเคยทำเช่นเดียวกันในช่วงปี 2007 ถึง 2008 โดยเขากล่าวว่า "ทรัมป์กำลังตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดว่า หากเขายอมอ่อนข้อเพียงฝ่ายเดียวในการขายอาวุธ มันจะเปลี่ยนการคำนวณของจีนในด้านอื่นๆ เช่น โอกาสทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น เครื่องบินโบอิ้ง (Boeing) หรือถั่วเหลือง หรือการขายสินค้าทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่คุณทรัมป์เคยสนับสนุน" นอกจากนี้ แฮมมอนด์-แชมเบอร์ส ชี้ว่า ทรัมป์เชื่อว่าการขายอาวุธเป็น "เครื่องมือต่อรองหรือชิปต่อรองประเภทหนึ่งที่จีนจะตอบรับ แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น"
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานของทรัมป์ได้อนุมัติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันในเชิงมูลค่ามากกว่าคณะทำงานชุดก่อนภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) ซึ่งอนุมัติไปเพียงเล็กน้อยกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกัน แฮมมอนด์-แชมเบอร์ส ระบุว่าทางสภาธุรกิจได้รับแจ้งว่า "ไต้หวันยังคงเป็นลูกค้าระดับความสำคัญสูงสุด" ของสหรัฐฯ แม้จะมีความล่าช้าเกิดขึ้น เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ยังคงยืนยันว่าจุดยืนของวอชิงตันต่อไต้หวันไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ระบบอาวุธบางส่วนที่ส่งมอบให้กับเกาะไต้หวันไปแล้วได้ถูกนำมาทดสอบประสิทธิภาพเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไต้หวันได้ทดลองยิงขีปนาวุธจากระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตราเคลื่อนที่สูง หรือ Himars ที่ผลิตโดยบริษัท Lockheed Martin มุ่งหน้าไปยังฝั่งแผ่นดินใหญ่ ซึ่งระบบ Himars นี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายโดยยูเครน (Ukraine) ในสงครามกับรัสเซีย (Russia) ทางด้าน บอนนี เกลเซอร์ (Bonnie Glaser) ผู้อำนวยการโครงการอินโด-แปซิฟิกจากกองทุน German Marshall Fund ในกรุงวอชิงตัน แสดงทัศนะว่า เธอคาดว่าการประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันจะมีขึ้น "ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหลังจาก" การเดินทางเยือนของ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) โดยระบุว่า "ช่วงเวลาของการขายอาวุธให้ไต้หวันก่อนหน้านี้มักได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ในปฏิทินความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีจารึกไว้ในอดีต" พร้อมเสริมว่า "ข้อมูลที่รับรู้กันทั่วไปคือ เนื่องจากมีปัญหาอาวุธค้างส่งในภาคการผลิตของสหรัฐฯ ดังนั้นเวลาที่ล่าช้าไปไม่กี่เดือนจึงไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก" นอกจากนี้ เกลเซอร์ (Bonnie Glaser) ระบุว่าเธอสงสัย "เป็นอย่างยิ่ง" ว่าทรัมป์จะยอมพูดคุยกับไลชิงเต๋อ เนื่องจากสายโทรศัพท์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะล้มแผนการเยือนของสีจิ้นผิง และทำลายเสถียรภาพอันเปราะบางที่เพิ่งบรรลุร่วมกันในปักกิ่ง ซึ่ง แฮมมอนด์-แชมเบอร์ส เห็นพ้องในประเด็นนี้โดยชี้ว่าโอกาสที่จะเกิดสายโทรศัพท์ดังกล่าวนั้นริบหรี่และมีความเป็นไปได้น้อยกว่า 10%
สำหรับปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบอาวุธนั้น แฮมมอนด์-แชมเบอร์ส เปิดเผยว่า เครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ไต้หวันสั่งซื้อในปี 2019 ซึ่งมีกำหนดส่งมอบในปี 2023-2024 คาดว่าจะถูกส่งมอบอย่างครบถ้วนภายในสิ้นปี 2027 และการชะลอตัวนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการอนุมัติคำสั่งซื้อในอนาคต โดยระบุว่า "เรากำลังพูดถึงการส่งมอบในช่วงทศวรรษ 2030 ดังนั้น การส่งมอบเหล่านั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากกลุ่มลูกค้าที่กำลังรอรับการส่งมอบในปัจจุบัน เนื่องจากกำหนดส่งมอบของพวกเขาจะเกิดขึ้นในอีก 3, 4 หรือ 5 ปีข้างหน้า ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่ได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตในระยะสั้น"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3357586/no-call-taiwan-no-new-arms-sales-how-trump-preparing-welcome-xi?module=top_story&pgtype=homepage