.
สหรัฐฯ และจีนมีทองคำเท่าไหร่กันแน่? จีนอาจมากกว่าที่เปิดเผย สหรัฐฯ อาจน้อยกว่าตัวเลขทางการ “เขย่าอนาคตค่าเงินดอลลาร์”
30-7-2026
Money Metals รายงานเชิงวิเคราะห์ว่า กระแสตั้งข้อสงสัยต่อปริมาณทองคำสำรองของสหรัฐฯ (US) และจีน (China) กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังสื่อนอกและนักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่าตัวเลขทางการที่ทั้งสองประเทศประกาศอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด
จีนอาจมีทองคำมากกว่าที่เปิดเผยต่อสาธารณชน ขณะที่สหรัฐอเมริกาอาจมีทองคำน้อยกว่าตัวเลขโฆษณา
ตามรายงานทางการ สหรัฐอเมริกามีปริมาณทองคำสำรองมากกว่าจีนอย่างมหาศาล แต่คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ มีทองคำตามจำนวนดังกล่าวจริงหรือไม่? ในรายการพอดแคสต์ Midweek Memo ประจำสัปดาห์ ไมค์ มาแฮร์รี (Mike Maharrey) ได้อธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อข้อกล่าวอ้างนี้ โดยระบุว่าในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครทราบตัวเลขทองคำสำรองที่แท้จริงของทั้งสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะทำการตรวจสอบบัญชีทองคำสำรองอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้อาจมีทองคำจริงน้อยกว่าที่อ้าง ขณะเดียวกัน มีหลักฐานเด่นชัดว่าจีนกำลังซุ่มสะสมทองคำในอัตราที่รวดเร็วกว่าตัวเลขที่แจ้งต่อโลก
ไมค์ ได้เปิดประเด็นด้วยคำถามพื้นฐานว่า "สหรัฐอเมริกามีทองคำอยู่เท่าใด?"
"ฟังดูเป็นคำถามง่ายๆ ใช่ไหม? เราแค่ค้นหาข้อมูลก็เจอแล้ว"
"ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการ สหรัฐฯ ครองทองคำสำรองอยู่ที่ 8,133.5 เมตริกตัน หรือคิดเป็นประมาณ 261.5 ล้านทรอยออนซ์ โดยประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ (147.3 ล้านออนซ์ ตามข้อมูลของโรงกษาปณ์สหรัฐฯ) ถูกเก็บรักษาไว้ที่ฟอร์ต น็อกซ์ (Fort Knox) ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ระหว่างโรงกษาปณ์เดนเวอร์ (Denver Mint), คลังเก็บทองคำเวสต์พอยต์ (West Point Bullion Depository) และคลังนิรภัยของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York)"
"เรื่องราวดูเหมือนจะจบลงตรงนี้ นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลบอกว่าตนเองมี แต่เราสามารถเชื่อถือได้จริงๆ หรือไม่? ในเมื่อรัฐบาลปฏิเสธที่จะเปิดให้มีการตรวจสอบบัญชี (audit) ที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างสิ้นเชิง"
"เมื่อหันมามองฝั่งประเทศจีน คำถามเดียวกันคือ จีนมีทองคำอยู่เท่าใด?"
"จากการตรวจสอบตัวเลขทางการ จีนระบุว่ามีทองคำสำรองอยู่ที่ 2,346 ตัน"
"แต่เราจะสามารถไว้วางใจระบบบัญชีทองคำของจีนได้ดีกว่าของอเมริกาหรือไม่? คำตอบคือ 'ไม่' ไม่ใช่เพราะจีนไม่ได้ทำการตรวจสอบบัญชีอย่างเป็นทางการ เพราะไม่มีใครทราบสถานะการตรวจสอบภายในของจีน แต่เป็นเพราะมีหลักฐานเกือบแน่ชัดว่าจีนครอบครองทองคำมากกว่าจำนวนที่กล่าวอ้างอย่างมหาศาล"
"สรุปได้ว่า สหรัฐฯ อาจมีทองคำน้อยกว่าที่โฆษณาไว้ ขณะที่จีนอาจมีมากกว่าที่รายงานอย่างมาก"
เงื่อนงำทองคำสำรองของสหรัฐฯ และการปฏิเสธการตรวจสอบ
เมื่อเจาะลึกถึงทองคำสำรองของสหรัฐฯ ไมค์ กล่าวถึงท่าทีของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ที่ออกมาให้คำมั่นสัญญาต่อสาธารณชนว่าทองคำทั้งหมดที่ฟอร์ต น็อกซ์ ยังคงอยู่ครบถ้วน ซึ่งไมค์ เปรียบเทียบเปรียบเปรยไว้ว่า "หมาป่าที่เฝ้าเล้าไก่ ออกมายืนยันเองว่าแม่ไก่อยู่ครบทุกตัว Case Closed!"
อย่างไรก็ตาม หากปราศจากการตรวจสอบบัญชีจากองค์กรภายนอกที่เป็นอิสระ ย่อมไม่มีใครยืนยันข้อเท็จจริงได้ "ลองคิดดูว่า คุณจะไว้วางใจธนาคารที่ไม่เคยยินยอมให้มีการตรวจสอบบัญชีจากภายนอกเลยหรือไม่?"
การตรวจสอบบัญชีที่แท้จริงมีหน้าที่สำคัญในการดักจับข้อผิดพลาด ป้องกันการทุจริต และกำกับดูแลผู้บริหารจัดการการเงินให้อยู่ในกรอบความถูกต้อง แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าได้ทำการตรวจสอบแล้ว แต่นั่นไม่ใช่การตรวจสอบตามมาตรฐานสากล
ในยุคทศวรรษ 1970 รัฐบาลสหรัฐฯ เคยจัดฉากการตรวจสอบทองคำผ่านรายการโทรทัศน์ โดยเชิญผู้สื่อข่าวและนักการเมืองเข้าไปชมภายในฟอร์ต น็อกซ์ และสัมผัสแท่งทองคำ แต่นั่นเป็นเพียงการประชาสัมพันธ์ทางการเมือง (political propaganda) เพราะในการตรวจสอบบัญชีที่ถูกต้อง แท่งทองคำทุกแท่งจะต้องถูกนับ ตรวจสอบ หมายเลขซีเรียล (serial number) จะต้องถูกจับคู่กับทะเบียนประวัติ มีการสุ่มตรวจพิสูจน์เนื้อโลหะ (assay) เพื่อยืนยันน้ำหนักและความบริสุทธิ์ และเปิดเผยรายงานรายละเอียดต่อสาธารณชน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย
นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลทำเพียงการเปิดห้องคลัง ตรวจนับสิ่งของ และติดตราประทับรอยรอยงัดแงะ (tamper-evident seals) ใหม่ที่ประตู แต่ปรากฏรายงานว่า เอกสารประวัติบางส่วนได้สูญหายไป รวมถึงไม่มีบันทึกการพิสูจน์เนื้อโลหะ การชั่งน้ำหนัก หรือประวัติการทำธุรกรรมย้อนหลังให้สาธารณชนเข้าถึง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหลักฐานว่าตราประทับบนห้องคลังบางแห่งถูกทำลาย และมีการย้ายแท่งทองคำโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนจะติดตราประทับใหม่โดยไม่มีการตรวจสอบใหม่ การทบทวนประจำปีทำเพียงการรับรองตราประทับเดิม ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรงตามมาตรฐานการบริหารจัดการคลังนิรภัยภาคเอกชน
ไมค์ ตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจและไม่มีสิ่งใดต้องซ่อนเร้น เหตุใดจึงต่อต้านการตรวจสอบอย่างหนักหน่วงเช่นนี้
จีนซุ่มเก็บทองคำแท้จริงสูงกว่ารายงานหลายเท่า
ในส่วนของประเทศจีน ข้อมูลระบุว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้รายงานการเพิ่มขึ้นของทองคำสำรองติดต่อกันเป็นเวลา 21 เดือน แต่บรรดานักวิเคราะห์ต่างเห็นพ้องว่าปริมาณการสะสมจริงสูงกว่าตัวเลขทางการมาก
ยัน นิวเวนเฮยส์ (Jan Nieuwenhuijs) นักวิเคราะห์จาก Money Metals ได้วิเคราะห์ข้อมูลและพบว่า ในปี 2024 ธนาคารกลางจีนแอบเข้าซื้อทองคำอย่างเงียบๆ ถึง 570 ตัน ซึ่งขัดแย้งกับตัวเลขที่จีนรายงานต่อทางการว่าเพิ่มขึ้นเพียง 41 ตันเท่านั้น
สำนักข่าวระดับโลกอย่าง Financial Times และสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs ได้เริ่มให้ความสนใจต่อประเด็นนี้ โดย Goldman Sachs ระบุว่าในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จีนเข้าซื้อทองคำมากกว่าตัวเลขที่รายงานถึงเกือบ 5 เท่า ซึ่งแรงซื้อจากธนาคารกลางจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ตั้งแนวมรับราคา (price floor) ของทองคำ แม้ราคาจะเผชิญแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินสายเหยี่ยวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็ตาม
บริบทเศรษฐกิจโลกและอนาคตค่าเงินดอลลาร์
ในมิติเศรษฐกิจและการเงิน ไมค์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยเตือนว่า หาก Fed ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะเป็นการเร่งให้เกิดวิกฤตหนี้สินและระบบเศรษฐกิจพังทลาย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยภาระหนี้มหาศาลไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาวะดอกเบี้ยสูง
นอกจากนี้ นักลงทุนภาคเอกชนในจีนยังคงเดินหน้ากว้านซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดการนำเข้าทองคำของจีนพุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี ซือเจี๋ย อู๋ (Zijie Wu) นักวิเคราะห์จาก Jinrui Futures ชี้ว่า แรงซื้อช้อนช่วงราคาปรับฐานจากนักลงทุนจีนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของอุปสงค์ทองคำในปัจจุบัน
ไมค์ สรุปบทเรียนสำหรับนักลงทุนว่า ไม่ว่า Fed หรือ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงแน่นอนคือ "มูลค่าของเงินดอลลาร์จะลดลงในอีกหนึ่งปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับวันนี้" เพราะระบบการเงินถูกออกแบบมาให้สูญเสียอำนาจการซื้อประมาณ 2% ต่อปีจากเงินเฟ้อ ดังนั้น การถือครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าแท้จริงอย่างทองคำจึงเป็นกลยุทธ์การปกป้องความมั่งคั่งที่สำคัญ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/podcasts/2026/07/29/conspiracy-theory-how-much-gold-do-the-us-and-china-really-have-005098