.
'เพนตากอน' กำลังจัดทำ 'ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์' สำหรับความเป็นไปได้ของสงครามกับรัสเซียและจีน
7-8-2026
เพนตากอนกำลังพัฒนายุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ฉบับใหม่ ซึ่งจะเปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีทางเลือกในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่หลากหลายมากขึ้น หากเกิดความขัดแย้งกับรัสเซียหรือจีน ตามรายงานของ NBC ที่อ้างแหล่งข่าวซึ่งรับทราบแผนดังกล่าว
แนวทางที่กำลังพิจารณานี้ มีรายงานว่าจะให้น้ำหนักกับ อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical Nuclear Weapons) ที่มีพิสัยสั้นและใช้ในสงครามระดับภูมิภาคมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์พิสัยไกลเป็นหลัก
NBC ระบุว่า การทบทวนซึ่งเป็นเอกสารลับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ที่พันธมิตรของสหรัฐฯ ถูกโจมตีโดยรัสเซียหรือจีนในความขัดแย้งระดับภูมิภาค โดยมี เอลบริดจ์ โคลบี (Elbridge Colby) หัวหน้าฝ่ายนโยบายของเพนตากอน เป็นผู้กำกับดูแล
เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บอกกับ NBC ว่า เป้าหมายคือการมอบทางเลือกด้านนิวเคลียร์ที่ "สมจริงและน่าเชื่อถือมากขึ้น" ให้แก่ประธานาธิบดี โดยเชื่อว่าการมีทางเลือกที่หลากหลายจะช่วย "เสริมสร้างการยับยั้ง" (deterrence)
การทบทวนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสนธิสัญญา New START หมดอายุ
รายงานดังกล่าวมีขึ้นราวหกเดือนหลังจาก สนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นข้อตกลงทวิภาคีฉบับสุดท้ายที่จำกัดคลังอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และรัสเซีย หมดอายุลง
สนธิสัญญานี้ลงนามในปี 2010 และได้รับการขยายอายุในปี 2021 โดยกำหนดให้แต่ละฝ่ายมีหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ที่ประจำการได้ไม่เกิน 1,550 หัวรบ และระบบส่งอาวุธที่ประจำการได้ไม่เกิน 700 ระบบ พร้อมทั้งมีมาตรการด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบในสถานที่จริง
สนธิสัญญาหมดอายุในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่มาแทนที่
แม้สนธิสัญญาจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่มอสโกประกาศว่า จะไม่เป็นฝ่ายแรกที่ยกระดับสถานการณ์ด้วยการเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯ ดำเนินแนวทางเดียวกัน
ความพยายามในการจัดทำข้อตกลงใหม่
ก่อนที่สนธิสัญญาจะหมดอายุ ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ได้เสนอให้รัสเซียและสหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติตามข้อจำกัดของสนธิสัญญาไปอีกหนึ่งปี ระหว่างการเจรจาข้อตกลงฉบับใหม่
ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาต้องการข้อตกลงที่ "ดีกว่า" ซึ่งรวมจีนเข้าไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม จีน ซึ่งคาดว่ามีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 600 หัวรบ ปฏิเสธเข้าร่วมการเจรจา โดยระบุว่าประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดควรเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการลดอาวุธนิวเคลียร์
ต่อมา รัสเซียระบุว่า หากจะขยายข้อตกลงให้ครอบคลุมประเทศอื่น ก็ต้องรวม ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสมาชิก NATO และมีอาวุธนิวเคลียร์ด้วย
หลักนิยมด้านนิวเคลียร์ของรัสเซีย
รัสเซียได้ปรับปรุงหลักนิยมด้านนิวเคลียร์ในปี 2024 โดยระบุว่า การรุกรานจากประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ จะถือว่าเป็นการโจมตีร่วม
รัสเซียสามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้ หากการโจมตีด้วยอาวุธแบบปกติสร้างภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่ออธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของรัสเซีย หรือของพันธมิตรอย่างเบลารุส
มอสโกยังคงวิพากษ์วิจารณ์การประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ในยุโรปภายใต้โครงการ NATO Nuclear Sharing มาโดยตลอด
แม้รัสเซียจะยืนยันว่าไม่มีเจตนาโจมตีประเทศสมาชิก NATO แต่ก็เตือนว่า หากประเทศใดเป็นที่ตั้งของอาวุธนิวเคลียร์ที่มุ่งเป้ามายังรัสเซีย ประเทศนั้นจะตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียเช่นกัน.
ที่มา RT