.
อิหร่านเตือนซาอุฯ–รัฐอ่าวฯ กดดันทรัมป์หยุดโจมตี มิฉะนั้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน–น้ำ–ไฟฟ้าเสี่ยงเสียหายหนักทั่วภูมิภาค
7-8-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการประเทศอิหร่าน (Iran) ได้เปิดฉากการรุกทางการทูตอย่างจริงจังร่วมกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ โดยได้ออกคำเตือนอย่างเปิดเผยและชัดเจนว่า ฝ่ายเตหะรานจะเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ไฟฟ้า และระบบผลิตน้ำประปาของกลุ่มประเทศเหล่านี้ เว้นแต่ว่าพวกเขานั้นจะสามารถหว่านล้อมและกดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้นำประเทศสหรัฐฯ (US) ให้ยุติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน และหันมาแสวงหาทางออกของสงครามผ่านการเจรจาแทน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า คำเตือนดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่การเปิดฉากโจมตีแหล่งพลังงาน แหล่งขุดเจาะน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน เครือข่ายสายส่งไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานระบบประปาขนาดยักษ์ เครือข่ายการคมนาคมขนส่ง ตลอดจนสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์สำคัญอื่นๆ ของเหล่าพันธมิตรอาหรับที่ใกล้ชิดที่สุดของรัฐบาลวอชิงตัน
สารเตือนดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามโดยรวมของอิหร่าน ในการยับยั้งการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมจากกองทัพสหรัฐฯ โดยการหยิบยกประเด็นความเสี่ยงที่จะเกิดการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวอาหรับขึ้นมาเป็นข้อต่อรอง ซึ่งการสื่อสารผ่านช่องทางการทูตรอบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านการติดต่อระดับสูง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ออกมาขู่เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่าจะโจมตีเครือข่ายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน
แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านสองราย แหล่งข่าวในภูมิภาคอ่าวอาหรับสองราย และนักการทูตระดับสูงในภูมิภาคที่มีส่วนรับรู้การหารือ ระบุตรงกันว่า นายอับบาส อารักชี (Abbas Araqchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia), ประเทศตุรกี (Turkey), ประเทศกาตาร์ (Qatar) รวมถึงผู้บัญชาการทหารบกของประเทศปากีสถาน (Pakistan) โดยคู่สัญญาทั้งหมดปฏิเสธที่จะเปิดเผยนามเนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูงมาก
นักการทูตระดับสูงเปิดเผยเพิ่มเติมว่า นายอับบาส อารักชี (Abbas Araqchi) ได้เรียกร้องให้บรรดาชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวอาหรับใช้อิทธิพลที่มีต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เพื่อโน้มน้าวไม่ให้ผู้นำสหรัฐฯ เปิดฉากการโจมตีระลอกใหม่ พร้อมเตือนว่าหากมีการโจมตีใดๆ เกิดขึ้นกับอิหร่าน ย่อมนำไปสู่การตอบโต้แก้แค้นต่อสินทรัพย์ของสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวอาหรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักการทูตท่านเดิมระบุว่า สารที่นายอับบาส อารักชี (Abbas Araqchi) สื่อสารมีความสอดคล้องกันในการหารือทุกครั้ง โดยเน้นย้ำว่า อิหร่านมีความพร้อมที่จะตอบโต้ แต่การค้นหาทางออกทางการทูตถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการบานปลายของความขัดแย้งและการทำลายล้างเป็นวงกว้างในภูมิภาค
ด้านแหล่งข่าวในภูมิภาคอ่าวอาหรับรายหนึ่งกล่าวว่า คำเตือนของอิหร่านนั้นชัดเจนและไม่มีความคลุมเครือแม้แต่น้อย โดยระบุว่าหากสหรัฐฯ มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการถล่มสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและเป้าหมายยุทธศาสตร์อื่นๆ ในภูมิภาคทันที
แคมเปญทางการทูตในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านกำลังพยายามเปลี่ยนจุดอ่อนของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับให้กลายเป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง ด้วยการทำให้รัฐบาลในภูมิภาคเผชิญกับความจริงที่ว่า หากเกิดการเผชิญหน้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจของพวกเขาจะต้องตกเป็นเป้าหมายสายตาในการตกเป็นเป้าโจมตีโดยตรง
ต่อมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) มกุฎราชกุมารแห่งประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ได้ทำการต่อสายตรงพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เพื่อกระตุ้นและเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ ชะลอการปฏิบัติการทางทหารออกไปก่อน พร้อมทั้งขอให้หันกลับสู่โต๊ะเจรจา เร่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และแสวงหาข้อยกเว้นทางการทูต ตามรายงานของนักการทูตระดับสูงและแหล่งข่าวในอ่าวอาหรับ
แหล่งข่าวในอ่าวอาหรับอีกรายระบุว่า แม้คำเตือนดังกล่าวจะมุ่งเป้าไปยังทุกประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ แต่การสื่อสารหลักนั้นถูกส่งผ่านทางประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และประเทศกาตาร์ (Qatar) เป็นสำคัญ ทั้งนี้ ในช่วงไม่กีปีที่ผ่านมา อิหร่านได้ดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ รวมถึงอดีตคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบียด้วย
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายที่สองเปิดเผยว่า ประเทศกาตาร์ (Qatar), ประเทศโอมาน (Oman) และประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ต่างได้เรียกร้องให้รัฐบาลวอชิงตันฟื้นฟูการเจรจากับฝ่ายเตหะรานอีกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระลอกใหม่ ท่ามกลางคำเตือนจากอิหร่านว่า หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอีกครั้ง อาจส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็น "ลูกบอลไฟที่แผดเผา"
ขณะที่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ออกมายืนยันว่า ตนยินดีที่จะยกเลิกแผนการโจมตีประเทศอิหร่าน (Iran) โดยมีเงื่อนไขว่า "จะต้องสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว"
เจ้าหน้าที่อิหร่านยังเตือนถึงแนวโน้มการบานปลายของความขัดแย้งในภูมิภาค โดยแหล่งข่าวในอ่าวอาหรับรายแรกระบุว่า ซาอุดีอาระเบียเชื่อว่าการยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติมมีแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสียและการทำลายล้างที่มากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่กรุงริยาดกระตุ้นให้ประธานาธิบดีทรัมป์ให้โอกาสกับการใช้ทางการทูต
อย่างไรก็ตาม แม้จะกระตุ้นให้วอชิงตันใช้แนวทางทางการทูต แต่กรุงริยาดก็แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะปกป้องตนเองหากถูกคุกคาม โดยแหล่งข่าวในอ่าวอาหรับรายที่สองเปิดเผยว่า ซาอุดีอาระเบียได้กล่าวเตือนว่า หากมีการโจมตีเกิดขึ้นบนดินแดนของตน ซาอุดีอาระเบียจะตอบโต้กลับด้วยมาตรการทางทหารอย่างแน่นอน
นายอาลี ชิฮาบี (Ali Shihabi) นักวิเคราะห์ชาวซาอุดีอาระเบียผู้ใกล้ชิดกับราชสำนัก ให้ทัศนะว่า ประเมินของทางการซาอุดีอาระเบียเห็นว่าการยกระดับความรุนแรงเพิ่มเติมไม่น่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเชื่อว่า การผสมผสานระหว่างการตอบโต้ทางทหารอย่างสมน้ำสมเนื้อ ควบคู่ไปกับการกดดันอิหร่านอย่างต่อเนื่องในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จะเป็นเส้นทางที่เข้มแข็งที่สุดในการนำไปสู่การตั้งข้อตกลงทางการทูตที่นำไปปฏิบัติได้จริง
นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายศาสนาของอิหร่านได้เรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้มีการปิดฐานทัพทางทหารของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ และขอให้กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวอาหรับยุติการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งฝ่ายเตหะรานเชื่อว่าถูกนำไปใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
นายอาลี ชิฮาบี (Ali Shihabi) กล่าวเสริมว่า ทุกฝ่ายยังคงจดจำเหตุการณ์ของบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ได้ดี โดยอ้างถึงเหตุการณ์โจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2019 ที่โรงกลั่นอับกาอิก (Abqaiq) และโรงกลั่นคูริส (Khurais) ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบมากกว่าครึ่งหนึ่งของซาอุดีอาระเบียต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว และเปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนอันน่าวิตกของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวอาหรับ
เจ้าหน้าที่อิหร่านซึ่งระบุถึงรายการเป้าหมายโจมตีทั้งเครือข่ายไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมัน กล่าวเน้นย้ำว่า ศัตรูยังคงเดินหน้าข่มขู่โครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และหากอิหร่านต้องได้รับความเสียหาย อิหร่านก็พร้อมที่จะสร้างความเสียหายกลับคืนในระดับที่รุนแรงยิ่งกว่าหลายเท่า
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านวิเคราะห์ว่า ในมุมมองของเตหะราน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังเผชิญกับสองทางเลือกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทางเลือกแรกคือการยกระดับความขัดแย้งที่อาจกลืนกินภูมิภาคอ่าวอาหรับทั้งหมด และสร้างความปั่นป่วนต่อการจัดหาน้ำมันทั่วโลก หรือทางเลือกที่สองคือการยอมรับผลการเจรจาที่ไม่บรรลุชัยชนะเด็ดขาดตามที่รัฐบาลวอชิงตันคาดหวังไว้
ขณะที่นักการทูตระดับสูงในภูมิภาคชี้ว่า อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งในการบรรลุข้อตกลง คือความลังเลของรัฐบาลวอชิงตันที่จะยินยอมให้อิหร่านก้าวสู่ออกมาจากความขัดแย้งพร้อมกับการกล่าวอ้างชัยชนะ โดยสหรัฐฯ ต้องการสิ่งที่สามารถนำมาจัดแสดงเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า ตนเป็นฝ่ายชนะในสงครามครั้งนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/business/energy/iran-warns-gulf-states-tell-trump-desist-or-we-hit-you-hard-2026-08-06/