.
ปูตินเตรียมยกระดับโจมตียูเครน หลังเจรจาสันติภาพถึงทางตัน รัสเซียเริ่มถกใช้นิวเคลียร์ทางยุทธวิธี ขณะจีน-อินเดียเตือนอย่าแตะอาวุธนิวเคลียร์
27-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) กำลังเตรียมการที่จะยกระดับการโจมตีต่อ ประเทศยูเครน (Ukraine) อย่างรวดเร็ว หลังจากประเมินและสรุปว่ากระบวนการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ก้าวเข้าสู่ภาวะทางตันโดยสมบูรณ์ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิด ทำเนียบเครมลิน (Kremlin) จำนวน 3 ราย
ในปัจจุบัน ทางการรัสเซียกำลังชั่งน้ำหนักและพิจารณายกระดับความเข้มข้นของการโจมตีด้วยขีปนาวุธทอดตัวแบบดั้งเดิม (conventional ballistic missiles) อานุภาพสูง เข้าใส่เป้าหมายใน กรุงเคียฟ (Kyiv) ซึ่งครอบคลุมถึงพื้นที่ใจกลางเมืองหลวง ตลอดจนเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในเมืองต่างๆ ของยูเครน โดยแหล่งข่าวขอไม่เปิดเผยนามเนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนสูง
แหล่งข่าวระบุว่า กรอบโครงสร้างการเจรจาทั้งหมดได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ณ จุดเริ่มต้น (square one) พร้อมเน้นย้ำว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ผู้นำรัสเซีย จะไม่ยอมยุติสงครามภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก หรือจากการที่ยูเครนเปิดฉากโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและเครือข่ายส่งกำลังบำรุงภายในดินแดนรัสเซียอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ทางการ กรุงมอสโก (Moscow) ยังมองการโจมตีของยูเครนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นการโจมตีโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิก องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) เนื่องจากประเทศพันธมิตรเหล่านี้เป็นผู้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และข้อมูลข่าวกรองให้แก่กรุงเคียฟ พร้อมเตือนว่าสภาวะการสู้รบในปัจจุบันยังไม่ใช่จุดสูงสุดของการยกระดับทางการทหาร
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้ส่งสัญญาณถึงเจตจำนงดังกล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเขามองข้ามผลกระทบจากการโจมตีต่อระบบเศรษฐกิจของรัสเซีย พร้อมกล่าวว่า ยูเครนเป็นฝ่าย "เปิดกล่องแพนดอรา (Pandora's box) นี้ขึ้นมาเอง" และเตือนว่า "จงเตรียมตัวรับผลกระทบตอบกลับในภาคส่วนที่เปราะบางที่สุดของเศรษฐกิจคุณได้เลย"
การทูตสหรัฐฯ หยุดชะงัก และบทเรียนจากซัมมิตอลาสกา
ความพยายามของ ประเทศสหรัฐฯ (US) ในการคลี่คลายและยุติสงครามล้มเหลวในการสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ขณะที่กระบวนการเจรจาต้องเผชิญภาวะหยุดชะงัก เนื่องจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ททรัมป์ (Donald Trump) กำลังมุ่งความสนใจส่วนใหญ่ไปที่ความขัดแย้งกับ ประเทศอิหร่าน (Iran) ยิ่งไปกว่านั้น ทำเนียบเครมลินได้ละทิ้งความคาดหวังต่อความเข้าใจทางการทูต ซึ่งเคยเชื่อว่าสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันระหว่างปูตินและทรัมป์ ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ ณ มลรัฐอลาสกา (Alaska) เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
ข้อตกลงฉบับดังกล่าวเคยวางเงื่อนไขให้สหรัฐฯ กดดันยูเครนยอมส่งมอบพื้นที่ทางตะวันออกในภูมิภาค โดเนตสก์ (Donetsk) เพื่อแลกกับการยุติสงคราม ทว่าทางการยูเครนได้ยืนกรานปฏิเสธข้อเรียกร้องของปูตินมาโดยตลอด ในการส่งมอบแนวป้อมปราการของกลุ่มเมืองในภูมิภาคโดเนตสก์ ซึ่งกองทัพรัสเซียไม่สามารถยึดครองได้ในการสู้รบนับตั้งแต่ปี 2014
ทางด้าน นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเมื่อเดือนมิถุนายนว่า วอชิงตันไม่ได้มีความเห็นสอดคล้องกับมุมมองของรัสเซีย โดยระบุว่า "หากเคยมีข้อตกลงเกิดขึ้นจริง เราคงได้เห็นจุดจบของสงครามไปแล้ว" และภายหลังการหารือร่วมกับ นายเซรเกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ณ ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นายรูบิโอชี้ว่าจำเป็นต้องมี "แนวคิดใหม่ๆ" เข้ามาขับเคลื่อน
ขณะเดียวกัน นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ (John Ratcliffe) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ (CIA) ได้เดินทางเยือนกรุงมอสโกอย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารเพื่อเปิดการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการหารือเน้นหนักในประเด็นใด ส่วนสองผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ คือ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ นายจาเรด คุชเนอร์ (Jared Kushner) มีแผนจะเดินทางเยือนกรุงมอสโกหลังเว้นช่วงไปนาน 8 เดือน รวมถึงการเดินทางเยือนกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก ทว่ายังไม่มีการกำหนดวันที่ชัดเจนสำหรับทั้งสองภารกิจ
ในสภาวะที่ไร้ซึ่งการทูต ทางการมอสโกเห็นทางเลือกอื่นน้อยมากนอกจากการยกระดับทางการทหารเพิ่มเติมเพื่อบรรลุเป้าหมายสงครามของตน ตามความเห็นของแหล่งข่าวใกล้ชิดเครมลิน 4 ราย ซึ่งระบุเสริมว่า แม้รัสเซียจะคาดหวังให้คุชเนอร์และวิตคอฟฟ์เดินทางมาพร้อมข้อเสนอใหม่ แต่ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ระดับสร้างจุดเปลี่ยนนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก นอกจากนี้ เครมลินยังประเมินว่าที่ผ่านมาตนเองได้ยอมผ่อนปรนหลายประการในระหว่างสงคราม และการผ่อนปรนแต่ละครั้งกลับทำให้ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียอ่อนแอลง โดยมองว่าข้อตกลงที่อลาสกาเป็นอีกหนึ่งการประนีประนอมที่ล้มเหลว ทั้งนี้ นายดมิทรี เพสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ยังไม่ได้ตอบรับคำขอความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวในทันที
ยุทธการตอบโต้ทางอากาศ และกระแสถกใช้อาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธี
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งรัสเซียและยูเครนได้เร่งยกระดับการโจมตีทางอากาศใส่ดินแดนของอีกฝ่ายอย่างหนัก โดยยูเครนได้พุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นวงกว้างในรัสเซีย ตลอดจนการโจมตีคลังสินค้าของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง ไวลด์เบอร์รีส์ (Wildberries) และ โอซอน (Ozon) ซึ่งสร้างความเสียหายแก่นำเข้าและห่วงโซ่โลจิสติกส์มูลค่านับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในทางกลับกัน การโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียได้เผยให้เห็นภาวะขาดแคลนระบบป้องกันทางอากาศขั้นรุนแรงของยูเครน ส่งผลให้กรุงเคียฟตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อการโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและความร้อน จนทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องตกอยู่ในความมืดและความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา นอกจากนี้ สองประเทศยังพุ่งเป้าโจมตีเรือสินค้าและท่าเรือในพื้นที่ทะเลดำ ซึ่งจุดกระแสความกังวลต่ออุปทานข้าวสาลีในตลาดโลก เนื่องจากทั้งสองประเทศครองสัดส่วนการส่งออกข้าวสาลีรวมกันมากกว่า 1 ใน 4 ของโลก ท่ามกลางห้วงเวลาการเก็บเกี่ยวของปีนี้
วงจรการโจมตีตอบโต้อย่างรุนแรงนี้ นำไปสู่ข้อสรุปของบรรดาเจ้าหน้าที่รัสเซียจำนวนเพิ่มมากขึ้นว่า ในที่สุดแล้ว ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) อาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธี (tactical nuclear weapons) เป็นทางเลือกสุดท้ายในยูเครน ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวใกล้ชิดเครมลิน
ความเสี่ยงที่ปูตินจะทำลายข้อห้ามสากลเกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงคราม ซึ่งคงอยู่มานับตั้งแต่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูกใส่ประเทศญี่ปุ่นในปี 1945 ถือเป็นความกังวลหลักของเจ้าหน้าที่ตะวันตกมาโดยตลอด ซึ่งในปัจจุบัน กระแสเรียกร้องจากฝ่ายสายเหยี่ยว (hawks) ในกรุงมอสโกที่สนับสนุนก้าวอันสุ่มเสี่ยงนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผลลัพธ์เดียวที่เลวร้ายยิ่งกว่าการทำสงครามต่อสำหรับปูติน คือ "การพ่ายแพ้สงคราม"
ทั้งนี้ อาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธีมีหัวรบอานุภาพต่ำกว่าและมีระยะทำการสั้นกว่าขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ โดยถูกออกแบบมาเพื่อส่งผลต่อสมรภูมิเฉพาะแห่ง แทนที่จะเป็นการทำลายล้างทั้งเมืองหรือทั้งประเทศ ทว่ารัศมีและแรงระเบิดยังคงมหาศาล พร้อมสร้างกัมมันตภาพรังสีตกค้างปนเปื้อนพื้นที่ดินขนาดใหญ่
กระนั้นก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏสัญญาณชี้ชัดว่ารัสเซียกำลังเตรียมการยิงอาวุธนิวเคลียร์ในยูเครน โดยการรุกรานเต็มรูปแบบที่ปูตินเปิดฉากขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งเคยตั้งเป้าว่าจะเผชิญชัยชนะในเวลาเพียงไม่กี่วัน ได้ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 พร้อมการสูญเสียกำลังพลรัสเซียจำนวนมหาศาลโดยยังไร้จุดสิ้นสุด
นางฟิโอนา ฮิลล์ (Fiona Hill) นักวิชาการอาวุโสแห่ง สถาบันบรูคกิงส์ (Brookings Institution) และอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีสหรัฐฯ 3 ท่าน รวมถึงทรัมป์ในวาระแรก ให้ทัศนะว่า "สำหรับปูติน เขาไม่เห็นสัญญาณของเจตจำนงร่วมจากที่ใดที่จะต่อต้านเขาได้ จึงมีอีกหลายวิธีที่เขาจะบดขยี้ผู้คนให้ยอมจำนน ด้วยเหตุนี้ ความพยายามที่สอดประสานและต่อเนื่องในการต่อต้านปฏิบัติการของเขาควบคู่ไปกับการการทูตจึงเป็นสิ่งจำเป็น ปูตินมีความจดจ่ออยู่กับเป้าหมายเดียว ขณะที่พวกเรากลับกระจัดกระจาย"
นางฟิโอนา ฮิลล์ (Fiona Hill) ระบุเสริมว่า รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) เคยส่งสัญญาณเตือนรัสเซียอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะใช้การตอบโต้ด้วยอาวุธแบบดั้งเดิมขนาดใหญ่หากมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ทว่ายังเป็นที่น่าสงสัยว่าทรัมป์จะออกคำเตือนในลักษณะเดียวกันหรือไม่ โดยปูตินกำลังทดสอบว่าเขาจะสามารถไปได้ไกลเพียงใดก่อนที่ผู้คนจะยินยอมสยบต่อเขา
อย่างไรก็ดี พันธมิตรหลักของรัสเซีย ทั้ง ประเทศจีน (China) และ ประเทศอินเดีย (India) ได้ออกคำเตือนอย่างแข็งกร้าวต่อปูตินเกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรประบุเมื่อเดือนก่อนว่า จีนได้ส่งสารไปยังรัสเซียว่าไม่ควรแม้แต่จะคิดปลดชนวนอาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธีในยูเครน ทั้งนี้ ปูตินมีกำหนดการจะพบปะกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ผู้นำจีน และ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ผู้นำอินเดีย ในการประชุมสุดยอด องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO (Shanghai Cooperation Organization) ณ ประเทศคีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan) ในสัปดาห์หน้า
ด้าน นายอเล็กซานเดอร์ กาบูเอฟ (Alexander Gabuev) ผู้อำนวยการ ศูนย์คาร์เนกี รัสเซีย ยูเรเชีย (Carnegie Russia Eurasia Center) ณ กรุงเบอร์ลิน วิเคราะห์ว่า "ความเสี่ยงที่รัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธียังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากประสิทธิภาพทางการทหารบนสมรภูมิที่กระจัดกระจายในปัจจุบันมีอยู่จำกัด ขณะที่ต้นทุนทางการเมืองจากการทำลายข้อห้ามเรื่องนิวเคลียร์จะสูงมหาศาล ตราบใดที่มอสโกยังคงมีพื้นที่ในการยกระดับด้วยอาวุธแบบดั้งเดิม รวมถึงการเพิ่มความเข้มข้นของการโจมตีด้วยขีปนาวุธ มอสโกก็แทบไม่มีสิ่งจูงใจที่จะข้ามเส้นแบ่งเขตนิวเคลียร์"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-26/putin-moves-to-escalate-war-in-ukraine-with-talks-at-dead-end