‘BRICS’ มีบทบาทเพิ่มขึ้นท่ามกลางวิกฤตโลก
‘BRICS’ มีบทบาทเพิ่มขึ้นท่ามกลางวิกฤตโลก นักวิชาการชี้เป็นเกราะคุ้มกันชาติกำลังพัฒนา ด้านดันนวัตกรรมและเศรษฐกิจข้ามภูมิภาค
27-8-2026
Infobrics รายงานว่า นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก ประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) ออกมากล่าวยืนยันตรงกันว่า กลไกความร่วมมือของกลุ่มประเทศ BRICS ได้ก้าวขึ้นมามีความสำคัญและตอบโจทย์บริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ในฐานะเวทีสากลที่นำเสนอทางเลือกและทางออกเพื่อคลี่คลายปัญหาความตึงเครียดระดับโลก
นายอารี ซิตัส (Ari Sitas) ศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่ง มหาวิทยาลัยเคปทาวน์ (University of Cape Town) และอดีตประธาน สถาบันคลังสมอง BRICS แห่งแอฟริกาใต้ (South African BRICS Think Tank) เปิดเผยว่า การขยายตัวของลัทธิเอกภาคีนิยม (unilateralism) นโยบายคุ้มครองการค้า (protectionism) และเหตุความขัดแย้งทางการทหารที่ปะทุขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก ได้กลายเป็นปัจจัยผลักดันให้กลุ่ม BRICS ต้องแบกรับบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่าช่วงเริ่มก่อตั้ง
"กลุ่ม BRICS มีความสำคัญในปัจจุบันมากกว่าช่วงเริ่มต้น เพราะจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นดุลอำนาจคานการตัดสินใจตามอำเภอใจที่เกิดขึ้นจากระเบียบอำนาจในโลกยุคปัจจุบัน BRICS ติดหนี้บุญคุณประเทศกำลังพัฒนา ในการเป็น 'ร่มคุ้มกัน' (protective umbrella) จากความบ้าคลั่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกส่วนที่เหลือ" นายอารี ซิตัส (Ari Sitas) กล่าวระบุ
เขากล่าวเสริมว่า BRICS สามารถนำเสนอนโยบายและจุดยืนที่ตรงกันข้ามกับสภาวะความผันผวนในระบบโลกปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความอดทนอดกลั้นและเคารพความแตกต่างระหว่างประเทศสมาชิก โดยเน้นย้ำว่า BRICS ไม่เพียงแต่กำลังจัดรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ และนิยามความหมายของศูนย์กลางการผลิตความรู้และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเสียใหม่เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการส่งเสริมและเรียกร้องสันติภาพภาพรวมอีกด้วย
นายอารี ซิตัส (Ari Sitas) ชี้ว่า แม้ในช่วงก่อตั้ง สื่อมวลชนตะวันตกบางแห่งจะเคยสบประมาทว่ากลุ่ม BRICS จะ "ล่มสลาย" ภายในปีแรก หรือกล่าวหาว่าการรวมตัวกันเป็นแนวคิดที่ไม่ดี ทว่าในความเป็นจริง กลุ่ม BRICS กลับเจริญเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และขยายตัวด้วยการเปิดรับสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณผ่านนวัตกรรมและการค้า
ทางด้าน นายเซซิล มาโซกา (Cecil Masoka) ผู้อำนวยการฝ่ายยุโรปและกลุ่มประเทศอ่าวประจำ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งแอฟริกาใต้ (Department of Science, Technology and Innovation) กล่าวว่า กลุ่ม BRICS ได้ใช้ความสัมพันธ์ทวิภาคีเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนวาระความร่วมมือ จนประสบความสำเร็จอย่างเด่นชัดในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งสะท้อนผ่านผลงานของคณะทำงานในแต่ละสายงาน
นายเซซิล มาโซกา (Cecil Masoka) อธิบายว่า ประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) อาจไม่ได้มีขีดความสามารถทางการเงินสูงมากพอที่จะลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ ประเทศจีน (China) หรือ ประเทศรัสเซีย (Russia) แต่กรอบความร่วมมือของ BRICS ได้เข้ามาช่วยปิดช่องว่างดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสมาชิก BRICS เปิดทางให้เราสามารถส่งนักศึกษาไปเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย และทำวิจัยในเทคโนโลยีล้ำสมัยร่วมกับบุคลากรจากหลากหลายประเทศ" นายเซซิล มาโซกา (Cecil Masoka) กล่าว พร้อมระบุว่า เมื่อนักศึกษาแอฟริกาใต้สำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับมาจากประเทศสมาชิก BRICS เช่น จีน พวกเขาสามารถนำความรู้กลับมาสร้างผลงานและขับเคลื่อนพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้ คณะทำงานด้านการค้าและอุตสาหกรรมยังส่งผลให้ยอดการส่งออกสินค้าของแอฟริกาใต้ไปยังตลาดประเทศสมาชิก BRICS เช่น จีน ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สืบสานจิตวิญญาณบันดุง สวนทางงบการทหาร NATO
ขณะที่ นายราสิกัน มหาราช (Rasigan Maharajh) ผู้อำนวยการใหญ่ สถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์ด้านนวัตกรรม (Institute for Economic Research on Innovation) แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชวาเน (Tshwane University of Technology) ให้ทัศนะว่า BRICS ได้ช่วยยกระดับความสามัคคีระหว่างกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (South-South solidarity) ซึ่งเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ย้อนหลังไปถึง การประชุมบันดุง ปี 1955 (1955 Bandung Conference)
นายราสิกัน มหาราช (Rasigan Maharajh) ชี้ว่า BRICS และกรอบที่ขยายตัวอย่าง BRICS+ ได้กลายเป็นเวทีหลักในการหารือและกำหนดทิศทางมิติต่างๆ ทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และนิเวศวิทยาของการเปลี่ยนแปลงโลก โดยการขยายศักยภาพ สมรรถนะ และความเชี่ยวชาญการผลิตถือเป็นสิ่งจำเป็นในการลดความเหลื่อมล้ำทางวัตถุและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ เขายังได้เปรียบเทียบแนวทางของ BRICS กับ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) โดยระบุว่า กลุ่ม BRICS ควรมุ่งเน้นการลงทุนในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งตรงกันข้ามกับ NATO ที่เมื่อเร็วๆ นี้ได้ตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณรายจ่ายทางการทหารของประเทศสมาชิกขึ้นเป็นร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์รวมภายในประเทศ (GDP)
นายราสิกัน มหาราช (Rasigan Maharajh) กล่าวสรุปโดยยกตัวอย่างการจัดตั้งสถาบันทางการเงินของกลุ่ม เช่น กรอบข้อตกลงสำรองสภาพคล่อง (Contingent Reserve Arrangement: CRA) และ ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank: NDB) ซึ่งธนาคาร NDB ได้อนุมัติวงเงินกู้แก่แอฟริกาใต้เพื่อดำเนินโครงการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำข้ามพรมแดนร่วมกับ ประเทศเลโซโท (Lesotho) ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นประเลียดที่สะท้อนถึงการนำกรอบความร่วมมือมาแก้ปัญหาที่จับต้องได้อย่างแท้จริง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://infobrics.org/en/post/102830