สมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นเยือนปักกิ่ง
สมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นเยือนปักกิ่ง เร่งฟื้นสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ดับชนวนขัดแย้ง 'กรณีไต้หวัน' ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
27-8-2026
สำนักข่่าว Al Jazeera รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง (Beijing) ของคณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นในสัปดาห์นี้ ถือเป็นสัญญาณความพยายามครั้งสำคัญของประเทศญี่ปุ่น (Japan) ในการ "ละลายน้ำแข็ง" และรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศจีน (China) ซึ่งถือเป็นการเผชิญหน้าและร้าวฉานครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ความเคลื่อนไหวนี้ นำมาซึ่งคำถามสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า แท้จริงแล้ว ประเทศญี่ปุ่น (Japan) กำลังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาประเทศจีน (China) มากกว่าสิ่งที่ตนเองยินดีจะยอมรับต่อสาธารณชนหรือไม่?
การเปิดฉากการทูตรัฐสภาท่ามกลางวิกฤตตึงเครียดไต้หวัน
คณะผู้แทนนักการเมืองและสมาชิกรัฐสภาจากประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง (Beijing) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งบรรดานักสังเกตการณ์การต่างประเทศประเมินว่าเป็นความพยายามในการปรับปรุงและฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี ท่ามกลางภาวะความสัมพันธ์ดิ่งเหวสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970
สำหรับคณะผู้แทนของญี่ปุ่นในครั้งนี้ นำโดย นายกาคุ ฮาชิโมโตะ (Gaku Hashimoto)สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสังกัดพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ พรรค LDP (Liberal Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทคาอิจิ (Snae Takaichi) พร้อมด้วยสมาชิกรัฐสภาจากพรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคโคเมโต (Komeito) และพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance)
ชนวนเหตุของความขัดแย้งทางการทูตครั้งล่าสุดนี้ เปิดฉากขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา หลังจาก นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ผู้นำญี่ปุ่น ได้กล่าวระบุว่า หากประเทศจีน (China) เปิดฉากโจมตีเกาะไต้หวัน (Taiwan) สถานการณ์ดังกล่าวอาจ "เข้าข่ายสถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น" (survival-threatening situation) ซึ่งจะกลายเป็นเหตุผลอันชอบธรรมทางกฎหมายในการใช้กำลังทางการทหารของญี่ปุ่น
คำแถลงดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทางการกรุงปักกิ่ง โดยในวันถัดมา นายเซวีย เจี้ยน (Xue Jian) กงสุลใหญ่ประเทศจีนประจำนครโอซากา ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X พร้อมแนบลิงก์บทความข่าวเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ โดยระบุว่า "เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดคออันสกปรกที่พุ่งเข้าใส่เราอย่างไม่ลังเล" แม้ว่าข้อความดังกล่าวจะถูกลบออกไปในเวลาต่อมา ทว่าทางการกรุงโตเกียว (Tokyo) ได้ยื่นหนังสือประท้วงทางการทูตและเรียกร้องให้ทางการจีนลงโทษวินัยต่อนายเซวีย เจี้ยน ทันที แต่ทางการกรุงปักกิ่งปฏิเสธ และตอบโต้ด้วยการออกคำเตือนให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางเยือนญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการบังคับใช้มาตรการเข้มงวดทางการค้า
ในปีนี้ ประเทศจีน (China) ได้ยกระดับความตึงเครียดทางการค้าให้รุนแรงขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการจำกัดการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (dual-use goods) และแร่หายาก (rare earth materials) ซึ่งเป็นวัตถุดิบวิกฤตที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ไปจนถึงเครื่องบินรบ
บาดแผลทางประวัติศาสตร์และความร้าวฉานฝังลึก
ข้อพิพาททางการทูตในปัจจุบันมีรากฐานมาจากความแค้นและความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้เข้ายึดครองเกาะไต้หวัน (Taiwan) จากประเทศจีนเมื่อปี 1895 หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง (First Sino-Japanese War) ต่อมาในปี 1931 ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองภูมิภาคแมนจูเรีย (Manchuria) ซึ่งเป็นพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนและบางส่วนของประเทศรัสเซีย (Russia) ก่อนจะเปิดฉากการรุกรานประเทศจีนเต็มรูปแบบในอีก 6 ปีต่อมา (ปี 1937) นำไปสู่สงครามที่คร่าชีวิตประชาชนชาวจีนนับล้านคน
ในปี 1945 ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศยอมแพ้เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้รัฐบาลสาธารณรัฐจีน หรือ ROC (Republic of China) เข้าครอบครองและบริหารเกาะไต้หวัน ทว่าในปี 1949 หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามประชาชาติจีน (Chinese Civil War) บนแผ่นดินใหญ่ รัฐบาล ROC ได้ถอยรอดมาตั้งหลัก ณ กรุงไทเป (Taipei) ส่งผลให้เกาะไต้หวันแยกตัวออกจากแผ่นดินใหญ่จีนนับแต่นั้นเป็นต้นมา
แม้ว่าสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ PRC (People's Republic of China) จะไม่เคยปกครองเกาะไต้หวันมาก่อน แต่ทางการกรุงปักกิ่งยังคงอ้างสิทธิ์ธิปไตยเหนือไต้หวันในฐานะดินแดนส่วนหนึ่งของตนมาโดยตลอด
ต่อมาในปี 1972 ทั้งสองประเทศได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน (Joint Communique) ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อปรับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เป็นปกติระหว่างญี่ปุ่นและจีนแผ่นดินใหญ่ (PRC) ขณะเดียวกันญี่ปุ่นได้ยุติความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับรัฐบาล ROC บนเกาะไต้หวัน
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์อันละเอียดอ่อนนี้ การที่นักการเมืองญี่ปุ่นออกมาพูดถึงการใช้กำลังทางการทหารจะถูกทางการปักกิ่งตีความทันทีว่าเป็นหลักฐานของการหวนคืนสู่นโยบาย "ลัทธิทหารในยุคสงคราม" (wartime militarism)
สภาวะความสัมพันธ์ระดับดิ่งเหวและความล้มเหลวของช่องทางการสื่อสาร
นอกจากมาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางและแร่หายากที่ใช้ในการทหารและกลาโหมในเดือนมกราคม ซึ่งรวมถึงซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการพัฒนาอาวุธแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ กระทรวงพาณิชย์จีน หรือ MOFCOM (Ministry of Commerce) ได้สั่งลงโทษนิติบุคคลของญี่ปุ่นจำนวน 40 แห่งภายใต้มาตรการจำกัดการค้าสินค้า dual-use พร้อมทั้งจัดทำ "บัญชีเฝ้าระวัง" (watch list) สำหรับบริษัทญี่ปุ่นอีก 20 แห่ง ซึ่งบังคับให้ผู้ส่งออกจีนต้องยื่นขอใบอนุญาตรายกรณี รายงานประเมินความเสี่ยง และหนังสือยื่นคำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าสินค้าเหล่านั้นจะไม่ถูกนำไปใช้ในศักยภาพทางการทหารหรือการกลาโหม
นอกจากนี้ จีนยังได้ใช้นโยบายเตือนการเดินทางเพื่อกีดกันนักท่องเที่ยวชาวจีน ไม่ให้เดินทางเยือนญี่ปุ่น เพื่อสร้างความเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวที่สำคัญของญี่ปุ่น
นายชินอิจิ อิสะ (Shinichi Isa) นักการเมืองและอดีตนักการทูตประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ณ กรุงปักกิ่ง ได้สะท้อนทัศนะว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศในขณะนี้ ได้ตกต่ำลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่การปรับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติในปี 1972 โดยเขาได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ในวิกฤตครั้งก่อนๆ เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายยังคงดำรงการติดต่อสื่อสารกันเสมอ "แต่ในขณะนี้ ช่องทางการสื่อสารทั้งหมดระหว่างเจ้าหน้าที่และกระทรวงต่างๆ ได้ถูกตัดขาดลงอย่างสิ้นเชิง"
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้รับรู้ถึงความรุนแรงของสถานการณ์เช่นกัน โดยได้แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อความพยายามทางการทูตในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ "อย่างจริงจัง" และดำเนิน "มาตรการที่เป็นรูปธรรม" เพื่อปรับความสัมพันธ์ให้คืนสู่สภาวะปกติ
ขณะที่ นายดีแลน โลห์ (Dylan Loh) รองศาสตราจารย์ประจำหลักสูตรนโยบายสาธารณะและการต่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University) ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคี "ได้ดิ่งลงสู่ระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่จำความได้ ช่องทางการสื่อสารหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง และเกิดความไม่ไว้วางใจกันอย่างลึกซึ้งทั้งในระดับผู้นำและระดับประชาชน"
ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ: ญี่ปุ่นสามารถแบกรับความขัดแย้งกับจีนได้หรือไม่?
ข้อมูลจากรายงานของสถาบันการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ หรือ CSIS (Center for Strategic and International Studies) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น ได้ปรับตัวลดลงอย่างหนักจาก 715,700 คนในเดือนตุลาคม 2025 เหลือเพียง 330,000 คนในเดือนธันวาคม โดยปกติแล้วนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง (Hong Kong) คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี รายงานของ CSIS ชี้ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ประกอบกับค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจากเกาะไต้หวัน (Taiwan), ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea), ประเทศสหรัฐฯ (US) และฮ่องกง (Hong Kong) ได้เข้ามาช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่
อย่างไรก็ตาม มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากจากประเทศจีน ถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลและสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างที่รุนแรงกว่ามาก
ประเทศจีน (China) ซึ่งเป็นผู้จัดหาแร่หายากคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมดของญี่ปุ่น ได้ระงับการจัดส่งแร่ดิสโพรเซียม (dysprosium) และเทอร์เบียมออกไซด์ (terbium oxide) ให้แก่ญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิงในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2025 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 โดยแร่ธาตุเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผลิตแม่เหล็กสมรรถนะสูง ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ พลังงานนิวเคลียร์ และชิ้นส่วนอุปกรณ์การกลาโหม ส่งผลให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ทั้ง นิสสัน (Nissan) และ ซูซูกิ (Suzuki) ต้องออกมารายงานถึงสภาวะการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานการผลิตแล้ว
นายมาซาฮิโระ มัตสุมุระ (Masahiro Matsumura) ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์แห่งโอซากา (St Andrew's University in Osaka) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า ภาวะการบีบคั้นนี้จะสามารถบริหารจัดการได้ในที่สุด แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็ว "ในระยะกลางและระยะยาว ผลกระทบดังกล่าวน่าจะได้รับการบริหารจัดการผ่านการกระจายความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงประเด็นแร่หายากที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ"
นายมัตสุมุระระบุเสริมว่า แม้ญี่ปุ่นจะประสบความสำเร็จในการกระจายแหล่งจัดหาแร่หายากบางชนิด แต่สำหรับแร่ธาตุวิกฤตบางประเภท ญี่ปุ่นยังคงต้องพึ่งพาประเทศจีนอย่างหนัก ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็น "ปวดหัวครั้งใหญ่" สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นและบริษัทเทคโนโลยีชั้นสูงของญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ทางการกรุงปักกิ่งได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างระมัดระวังและเลือกสรร โดยนายมัตสุมุระสังเกตว่า จีนยังคงเปิดรับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของนักลงทุนญี่ปุ่น แม้ว่านักลงทุนญี่ปุ่นจำนวนมากจะเริ่มถอนทุนออกจากจีนแล้วก็ตาม นอกจากนี้ จีนยังไม่ได้เข้าปราบปรามการไหลออกของเงินทุนในรูปสกุลเงินเยน ในลักษณะเดียวกับที่ปราบปรามการไหลออกของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนว่า "ทางการปักกิ่งใช้แนวทางแบบเลือกสรรอย่างมีนัยสำคัญต่อญี่ปุ่น"
สหรัฐอเมริกายังคงเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ของญี่ปุ่นหรือไม่?
บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตร แต่ขีดความน่าเชื่อถือเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต
ความกังวลในประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากทางการกรุงวอชิงตัน D.C. (Washington, D.C.) ได้สั่งลดขนาดการประจำการสินทรัพย์ทางการทหารในภูมิภาคเอเชีย เพื่อนำกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปรองรับภารกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่อ ประเทศอิหร่าน (Iran) กำลังยืดเยื้อ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้เคลื่อนย้ายเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคเอเชียออกจากประเทศญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง ซึ่งคล้อยหลังการรายงานข่าวเมื่อช่วงต้นปีนี้ว่า สหรัฐฯ ได้เคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของระบบป้องกันทางอากาศระดับสูง THAAD (Terminal High Altitude Area Defense) ออกจากประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) เพื่อนำไปใช้ในก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.aljazeera.com/news/2026/8/26/is-japan-trying-to-build-bridges-with-china-after-taiwan-spat