Bloomberg วิเคราะห์: แบงก์ชาติไทยสวนกระแสโลก
Bloomberg วิเคราะห์: แบงก์ชาติไทยสวนกระแสโลก เผชิญโจทย์คล้ายญี่ปุ่นยุคซบเซา ขณะ “Warsh Doctrine” -แนวคิดจำกัดบทบาทธนาคารกลาง ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย
10-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ในขณะที่บรรดาผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ต่างระมัดระวังและถอยห่างจากการดำเนินบทบาทอื่นใดนอกเหนือไปจากภารกิจพื้นฐานอย่างการควบคุมอัตราเงินเฟ้อและการสนับสนุนการจ้างงาน นายวิทัย รัตนากร (Vitai Ratanakorn) ผู้ว่าการ ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ (Bank of Thailand - BOT) กลับแสดงความพยายามและพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วาระการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมและกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งการจะประสบความสำเร็จได้นั้น เขาจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยโชคช่วย ตลอดจนความผ่อนปรนจากบรรดานักการเมืองที่เป็นผู้มอบตำแหน่งนี้ให้แก่เขา
การขยายขอบเขตภารกิจของธนาคารกลางให้กว้างขวางขึ้นถือเป็นมิติใหม่ที่น่าสนใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงสูงยิ่ง ในปัจจุบัน บรรดาผู้นำนโยบายการเงินทั่วโลกซึ่งเคยได้รับบทเรียนราคาแพงจากการพุ่งขึ้นของระดับราคาสินค้าหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (Covid-19) ที่สร้างความประหลาดใจและตั้งรับไม่ทัน ต่างตั้งมั่นและระมัดระวังที่จะจำกัดบทบาทของตนเองให้อยู่ภายใต้อาณัติและหน้าที่พื้นฐานอย่างเคร่งครัด มีผู้บริหารธนาคารกลางเพียงไม่กี่รายที่ออกมากล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเปิดเผย และยิ่งน้อยลงไปอีกที่จะกล่าวถึงความเท่าเทียมในตลาดแรงงานหรือยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ
ทางด้าน นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธาน ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Federal Reserve - Fed) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แสดงจุดยืนต้องการลดขนาดบทบาทและรอยเท้า (footprint) ขององค์กร โดยเขามักอ้างอิงถึงตัวเลขจำนวนเดือนที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินกว่าเป้าหมายของเฟดอย่างละเอียด แม้ว่าจะยังคงขาดความชัดเจนในการนำเสนอแนวทางปฏิบัติการแก้ไขปัญหาก็ตาม ทัศนะดังกล่าวสะท้อนข้ออ้างที่ว่า องค์กรทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในโลกแห่งนี้ควรมุ่งเน้นเฉพาะบทบาทหลักของตนเองเท่านั้น ("stick to its knitting") ซึ่งนโยบายดังกล่าวย่อมเหมาะสมสำหรับสภาวะการณ์ที่ดี หรืออาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในยามที่วิกฤตเศรษฐกิจถลำลึกจนกระทั่งมีผู้พยายามหยุดยั้งสภาวะดังกล่าวในที่สุด
ในทางกลับกัน ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (BOT) กลับดำเนินแนวทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย (Thailand) ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าค่ากลางของกรอบเป้าหมายร้อยละ 1-3 ของทางการกรุงเทพมหานคร (Bangkok) มาโดยตลอด และเพิ่งจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาวะวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน (Oil shock) จาก ศึกสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ และประเทศอิหร่าน (US-Iran war) กระนั้นก็ตาม ความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะหวนคืนสู่ระดับต่ำเกินไปจนน่าตกใจยังคงเป็นความจริงที่ไม่อาจมองข้าม รวมถึงสภาวะการคืบคลานเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation) ที่ไม่สามารถตัดทิ้งได้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อาทิ ประเทศมาเลเซีย (Malaysia), ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) และประเทศเวียดนาม (Vietnam) ต่างบันทึกอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น ประเทศไทยกลับเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและหยุดนิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นายวิทัย รัตนากร (Vitai Ratanakorn) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ารับตำแหน่งเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว โดยรัฐบาลที่ไม่เคยปิดบังความต้องการให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจฟังดูไม่มากนัก ทว่าได้ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินและการกู้ยืมของประเทศไทยลงมาอยู่ในกลุ่มที่ต่ำที่สุดในโลก โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ ระดับร้อยละ 1 ถือเป็นระดับที่เทียบเท่ากับ อัตราดอกเบี้ยของประเทศญี่ปุ่น (Japan) ซึ่งเคยเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักมานานหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยได้เปลี่ยนผ่านไปแล้ว เนื่องจาก ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan - BOJ) ได้เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง และหันมาบริหารจัดการกับปัญหาตามกลไกปกติ อาทิ ภาวะเงินเฟ้อ และสภาวะค่าเงินเยนอ่อนค่า
อย่างไรก็ดี สิ่งนี้มิได้หมายความว่าภารกิจของนายวิทัยจะเสร็จสิ้นลง ในบางมิติ ประเทศไทย (Thailand) มีสภาวะคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น (Japan) ในยุคที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ยาวนานตลอดหนึ่งคนรุ่นหลังเกิดวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และวิกฤตการณ์ภาคธนาคาร ประเทศไทยซึ่งเคยเป็นดาวเด่นแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ไม่เคยสามารถฟื้นฟูศักยภาพและความรุ่งเรืองกลับคืนมาได้อย่างจริงจัง นับตั้งแต่นิคมความพินาศทางการเงินในภูมิภาคเมื่อปี 1997 ปัจจุบัน อัตราการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity) อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน หนี้สินภาคครัวเรือน (Household debt) อยู่ในระดับสูงมหาศาล และโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมีความเหลื่อมล้ำสูง ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเกิดยังดิ่งลงอย่างหนัก ส่งผลให้ประเทศที่มีประชากรราว 66 ล้านคนแห่งนี้ ก้าวเข้าสู่สภาวะสังคมสูงวัยก่อนที่จะบรรลุสถานะประเทศร่ำรวย
ภายใต้สภาวะการณ์เช่นนี้ ผู้นำนโยบายการเงินควรจะดำเนินบทบาทอย่างไร? ระหว่างการจำกัดบทบาทไว้เฉพาะสิ่งที่ตนมีความเชี่ยวชาญสูงสุด หรือการก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในประเด็นที่กลไกทางการเมืองที่เชื่องช้าหาทางออกได้ยากลำบาก? นายวิทัย รัตนากร (Vitai Ratanakorn) ซึ่งมีภูมิหลังจากการเป็นผู้บริหารภาคธุรกิจ ทั้งในธนาคารออมสินของรัฐและสายการบินต้นทุนต่ำ มีแนวโน้มที่จะเลือกดำเนินนโยบายเชิงรุก (Activist approach)
"หากพวกเราไม่ลงมือปฏิบัติ ปัญหาเชิงโครงสร้างจะยังคงบั่นทอนและกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป" นายวิทัย รัตนากร (Vitai Ratanakorn) ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg News) "การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสามารถช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นได้ ทว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาการถดถอยของศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้"
ผู้ว่าการแบงก์ชาติมีความมุ่งมั่นที่จะเปิดการหารือในประเด็นเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลิตภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนการเข้าถึงสินเชื่อที่ไม่เท่าเทียม และหากทำได้ เขาตั้งใจที่จะผลักดันผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ผู้ว่าการแบงก์ชาติยังระบุด้วยว่า ค่าเงินที่อ่อนค่าลงสามารถช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว โดยภาคการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 12 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ ดีพี (GDP) ต้องเผชิญกับสภาวะการฟื้นตัวที่ยากลำบากนับตั้งแต่หลังการแพร่ระบาดใหญ่
นายวิทัย รัตนากร (Vitai Ratanakorn) กำลังวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองไว้บนฝั่งหนึ่งของข้อถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทและภาพลักษณ์ที่เหมาะสมของธนาคารกลางในศตวรรษที่ 21 สถาบันทางการเงินที่มีอิทธิพลสูงเหล่านี้ ซึ่งมักถูกดึงเข้ามารับบทบาทขยายขอบเขตในยามวิกฤต สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างรวดเร็ว ทว่าในกระบวนการดังกล่าว พวกเขาก็เสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมือง หรือรุกล้ำเข้าไปในเขตอำนาจของฝ่ายเลขาธิการและฝ่ายนิติบัญญัติ ด้าน นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) โต้แย้งว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ขยายตัวจนเทอะทะและรับภาระภารกิจมากเกินไป ในขณะที่ล้มเหลวในการปรับลดอัตราเงินเฟ้อลงให้อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ
กระนั้นก็ตาม ยังคงมีเหตุผลอันสมบูรณ์ที่สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่นโยบายการเงินมองภาพรวมในมิติที่กว้างขึ้น ระบบเศรษฐกิจโลกและสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องเผชิญในปัจจุบัน มีโครงสร้างที่แทบจะจำไม่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับยุคสมัยที่มีการจัดตั้งธนาคารกลางส่วนใหญ่ขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันเหล่านี้มักถูกมอบหมายภารกิจเพิ่มเติมมากขึ้นตามกาลเวลา ไม่ว่าพวกเขาจะยินดีรับไว้หรือไม่ก็ตาม
เมื่อพิจารณาตามประวัติศาสตร์ เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางต่างเคยรับใช้ผลประโยชน์ของชาติผ่านระเบียบวิธีที่สร้างสรรค์มาแล้ว ธนาคารอังกฤษ (Bank of England) เคยทำหน้าที่จัดหาเงินทุนสำหรับศึกสงครามกับประเทศฝรั่งเศส (France) ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) เคยถือหุ้นสัดส่วนใหญ่ในสายการบินแห่งชาติ และ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) ได้เคยเข้าปราบปรามกลุ่มผูกขาดการค้าเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อจากราคาพริก สำหรับประเทศไทย (Thailand) รัฐบาลพลเรือนเช่นรัฐบาลปัจจุบันมักจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปตามวัฏจักร โดยประเทศแห่งนี้ต้องเผชิญกับการรัฐประหารโดยกองทัพมาแล้วมากกว่าสิบครั้ง นับตั้งแต่สิ้นสุดระบอบการปกครองแบบแบรนด์สมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น การที่นายวิทัยออกมาเรียกร้องและขับเคลื่อนวาระทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมจึงแทบไม่มีข้อเสีย และจำเป็นต้องมีผู้รับไม้ต่อในการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ดี หากปัญหาต่างๆ เริ่มสั่งสมทับถมมากขึ้น นายวิทัย รัตนากร (Vitai Ratanakorn) อาจตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ แม้ปัจจุบันเขาจะได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน นำโดย นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล (Anutin Charnvirakul) ซึ่งมีแนวคิดอนุรักษนิยมและจงรักภักดีต่อสถาบัน ทว่าผู้นำในอนาคตอาจมีความต้องการน้อยลงต่อบทบาทที่อาจถูกมองว่าเป็นการนอกกรอบ (freelancing) ซึ่งอันตรายดังกล่าวนั้นสามารถยับยั้งและบรรเทาลงได้ ด้วยการจำกัดขอบเขตการทำงานไว้เฉพาะประเด็นทางเศรษฐกิจ และไม่ถลำลึกเข้าไปในมิติทางสังคม
นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ได้เสนอตนเองเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด ด้วยการให้คำมั่นว่าจะลดขนาดองค์กรของเฟดลง ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร (Vitai Ratanakorn) มีแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงระเบียบการบริหารในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งการรับฟังแนวคิดของเขานั้นถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย (Thailand) จะยังคงไม่เลือนหายไปในเวลาอันใกล้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2026-09-07/warsh-doctrine-is-ill-suited-for-a-fading-thailand?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy