ราคาน้ำมันพุ่งหลังความขัดแย้งตะวันออกกลางรุนแรง
ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง
10-9-2026
ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว หลังจากเหตุปะทะที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ประกอบกับการโจมตีของกลุ่มฮูตีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ได้สร้างความกังวลอย่างหนักว่าอุปทานน้ำมันจะหยุดชะงักลงอีก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุเกณฑ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองเดือน
สัญญาซื้อขายล่วงไม้น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 2.2% แตะที่ 100.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายที่ตลาดเอเชีย ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงหลัก ปรับตัวขึ้น 1.83% แตะที่ 94.73 ดอลลาร์ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้นรวมแล้วราว 25% นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม เนื่องจากความหวังที่จะเห็นการเจรจายุติความขัดแย้งที่ยั่งยืนระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มริบหรี่ลง
"สถานการณ์ล่าสุดช่วยตอกย้ำมุมมองที่ว่า เรายังคงอยู่ห่างไกลจากการกลับมาเจรจากันอีกครั้ง และในระหว่างนี้ ตลาดมีแนวโน้มที่จะยังคงบวกความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Risk Premium) เข้าไปในราคาค่อนข้างมาก" Warren Patterson และ Ewa Manthey นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จากสถาบันการเงิน ING ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อเช้าวันพุธ
การพุ่งขึ้นของราคาครั้งล่าสุดนี้มีชนวนเหตุมาจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างรุนแรงในน่านน้ำ โดยกองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือขนส่งน้ำมันดิบของอิหร่าน 5 ลำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งในเวลาต่อมาอิหร่านได้อ้างว่าสามารถโจมตีเรือของสหรัฐฯ 2 ลำ และเรือบรรทุกน้ำมันอีก 8 ลำในอ่าวเปอร์เซียเพื่อเป็นการตอบโต้ ส่งผลให้เกิด “ความเสียหายอย่างรุนแรง"
การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ออก "คำเตือนเร่งด่วน" ให้ลูกเรือของเรือบรรทุกน้ำมันใกล้กับประเทศบาห์เรนและคูเวตสละเรือ โดยระบุว่าเรือทุกลำในพื้นที่ดังกล่าวจะตกเป็นเป้าหมาย หลังจากนั้นมีการยิงขีปนาวุธนำวิถีจากอิหร่านมุ่งเป้าไปยังฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค รวมถึงฐานทัพในประเทศจอร์แดน ซึ่งทางกองทัพระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดขีปนาวุธไว้ได้ 18 ลูกจากทั้งหมด 20 ลูก
การเผชิญหน้าทางทะเลได้กลายเป็นสมรภูมิที่เด่นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในความขัดแย้งครั้งนี้ โดยสหรัฐฯ ได้จำกัดการเดินเรือเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลเตหะรานได้เพิ่มมาตรการควบคุมการผ่านเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญยิ่ง โดยเคยรองรับการขนส่งน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลกก่อนที่จะเกิดสงคราม
ความกังวลด้านอุปทานน้ำมันยังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีโรงงานพลังงานทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีรายงานว่าการโจมตีดังกล่าวบีบให้ต้องสั่งปิดโรงกลั่นน้ำมันจาซาน (Jazan) เป็นการชั่วคราวและเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ซึ่งโรงกลั่นแห่งนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของบริษัท ซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) ที่มีความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบสูงถึง 400,000 บาร์เรลต่อวัน
ที่มา RT