.
SocGen ชี้ทองคำเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ แม้ดอลลาร์แข็ง-ดอกเบี้ยสูง ธนาคารกลางซื้อสะสม-กระแสลดพึ่งพาดอลลาร์หนุนราคา
9-9-2026
Kitco News รายงานว่า ธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล แห่งฝรั่งเศส เผยทองคำก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของตลาดกระทิงปี 2026 ด้วยแรงขับเคลื่อนสอดประสานจากทุกกลุ่มนักลงทุน ทั้งการสะสมทองคำกายภาพ สัญญาฟิวเจอร์ส และสัญญาออปชัน
นักวิเคราะห์ชี้ ตลาดเปลี่ยนผ่านจากแรงสเปกคิวเลทีฟระยะสั้นสู่ความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน พร้อมระบุยอดเงินไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำในเดือนอ่างหาคมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ธนาคารกลางกลายเป็นแรงหนุนสำคัญสกัดความเสี่ยงขาลง
สำนักวิเคราะห์แห่งธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล (Société Générale) สถาบันการเงินชั้นนำแห่งประเทศฝรั่งเศส (France) เปิดเผยรายงานวิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า ราคาทองคำได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ (New Phase) ของวัฏจักรตลาดขาขึ้น (Bull Run) ประจำปี 2026 โดยมีรูปแบบการขับเคลื่อนที่เปลี่ยนผ่านจากการเก็งกำไรระยะสั้น ไปสู่ความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมนักลงทุนทุกกลุ่มในตลาดอย่างแท้จริง
นายไมก์ ฮก (Michael Haigh) และ นายเฌเรมี เซลเลม (Jeremy Sellem) สองนักวิเคราะห์ประจำธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล (Société Générale) ระบุในรายงานวิเคราะห์ว่า สิ่งที่เริ่มต้นจากแรงช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์ได้วิวัฒนาการไปสู่ปัจจัยที่ยั่งยืนกว่าเดิม โดยเกิดการสะสมสถานะถือครองทองคำอย่างสอดประสานกัน (Synchronised build-up) ทั้งในตลาดทองคำกายภาพ (Physical Gold), สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures) และสัญญาออปชัน (Options) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่นักลงทุนรายย่อย ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ไปจนถึงผู้เทรดตราสารอนุพันธ์
รายงานระบุว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ความต้องการทองคำผ่านกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (Gold ETFs) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมหาศาล โดยมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Net Inflows) สูงถึง 201 เมตริกตัน ซึ่งนับเป็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นรายเดือนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์หากวัดในมิติน้ำหนักตัน โดยเป็นรองเพียงสองเหตุการณ์สำคัญของโลก ได้แก่ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2009 ในช่วงการประกาศแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) และเดือนมีนาคม ปี 2020 ในช่วงเริ่มต้นมาตรการล็อกดาวน์วิกฤต COVID-19 ทั่วโลก
ปริมาณเงินไหลเข้าในเดือนสิงหาคมดังกล่าวยังแซงหน้าสถิติเงินไหลเข้าอันแข็งแกร่งเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2022 หลังการรุกรานประเทศยูเครน (Ukraine) ของประเทศรัสเซีย (Russia) และเดือนกันยายน ปี 2012 หลังการประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสาม (QE3) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อีกด้วย
ในมิติของมูลค่าตามสถานะสัญญา (Notional Exposure) ผู้จัดการกองทุนทางการเงิน (Money Managers) มีสถานะถือครองฝั่งซื้อสุทธิ (Net Long Exposure) สูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ เป็นรองเพียงเดือนมกราคม ปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) ทว่าในระลอกปัจจุบัน แม้ระดับราคาจะต่ำกว่าจุดสูงสุดราวนาน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่มูลค่าตัวเงินดอลลาร์ที่เข้าถือครองกลับสะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวของทิศทางราคาเพียงอย่างเดียว
เมื่อเร็วๆ นี้ ราคาทองคำได้ฟื้นตัวกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังจากเผชิญการปรับฐานราคาลงอย่างหนักจากความขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) ประเทศอิสราเอล (Israel) และประเทศอิหร่าน (Iran) ประกอบกับการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ขณะเดียวกัน ค่าความผันผวน (Volatility) เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และสถานการณ์ถือครองสัญญาเก็งกำไรได้ฟื้นตัวขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยสองปี ส่วนอัตราส่วน Put/Call Ratio ของกองทุน GLD ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหกเดือน สะท้อนถึงการฟื้นตัวของบรรยากาศเชิงบวกในตลาด
แม้นว่าราคาทองคำจะยังคงเผชิญปัจจัยกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงและดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า แต่ธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล (Société Générale) ชี้ว่า ตลาดการเงินได้รับรู้และดูดซับการคาดการณ์สายเหยี่ยว (Hawkish Repricing) ของ Fed ไปมากแล้ว ทำให้โปรไฟล์ความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Profile) ของทองคำมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น
นักวิเคราะห์ระบุเสริมว่า เกิดการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเชิงระบอบ (Regime Shift) ที่ชัดเจนหลังปี 2022 โดยแม้ว่าผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yields) จะยังคงเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง ทว่าราคาทองคำกลับยังคงซื้อขายใกล้ระดับสถิติสูงสุด โดยฉีกตัวออกจากแบบจำลองทางประวัติศาสตร์ดั้งเดิมที่เคยชี้ว่าราคาควรจะต่ำกว่านี้อย่างมาก ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางต่างๆ กระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarisation) ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของรัฐบาล ได้ร่วมกันสร้างพื้นรองรับราคา (Floor) ที่สูงขึ้น และจำกัดผลกระทบขาลงจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงระดับสูง
สำหรับแนวโน้มนโยบายการเงิน นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้กล่าวย้ำในงานประชุมประจำปี ณ เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) ว่า ผู้กำหนดนโยบายยังคงมุ่งมั่นในการนำอัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายร้อยละ 2 อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล (Société Générale) ประเมินว่า Fed มีขีดความสามารถจำกัดในการคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างรุนแรง โดยคาดการณ์กรณีฐาน (Base-case Scenario) ว่า อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ไปจนถึงปี 2027 แม้มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อยืดเยื้ออาจบีบให้ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าหากเกิดขึ้นจริง น่าจะเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือธันวาคม
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีศุลกากรระลอกใหม่ของประเทศสหรัฐฯ (US) การเร่งลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐาน ความผันผวนของราคาพลังงาน และการขาดดุลการคลังเรื้อรังในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ต่างกำลังสร้างสภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่าที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้
ในส่วนของอุปสงค์พื้นฐาน ประเทศจีน (China) ยังคงเดินหน้าเพิ่มปริมาณทองคำสำรองอย่างเป็นระบบ ขณะที่การกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ทุนสำรองดั้งเดิมยังคงเป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์หลักของธนาคารกลางในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Central Banks)
“ในขณะที่ความต้องการเก็งกำไรเริ่มแผ่วลง แต่อุปสงค์การเข้าซื้อจากภาคการเงินเป็นทางการยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกกำลังก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักสำคัญ (Key Anchor) ในการพยุงเสถียรภาพของตลาดทองคำ” สองนักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล (Société Générale) กล่าวสรุป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.kitco.com/news/article/2026-09-08/synchronised-build-physical-futures-and-options-exposure-drive-gold-price