.
8 ชาติ NATO ประณามภาษีทรัมป์ “กรรโชกทรัพย์” ชิงกรีนแลนด์ - EU จ่อขยับใช้มาตรการตอบโต้ขั้นสูงสุด
20-1-2026
Yahoo News รายงานว่า คณะเอกอัครราชทูตประจำสหภาพยุโรป (EU) บรรลุข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม เพื่อเตรียมความพร้อมในการสกัดกั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากความพยายามบังคับใช้กำแพงภาษีต่อกลุ่มพันธมิตรยุโรป พร้อมวางโครงร่างมาตรการตอบโต้ขั้นรุนแรงหากผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจดำเนินมาตรการกดดันตามที่ขู่ไว้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีชนวนเหตุจากการที่ ทรัมป์ (Trump) ประกาศแผนเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้าทุกประเภทจาก 8 ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในอัตรา 10% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อกดดันให้มีการเปิดทางให้สหรัฐฯ (US) เข้าซื้อดินแดนกรีนแลนด์ (Greenland) ซึ่งมาตรการนี้ถูกชาติมหาอำนาจในสหภาพยุโรป (EU) ประณามอย่างรุนแรงว่าเป็นพฤติกรรม "กรรโชกทรัพย์ทางการเมือง" นอกจากนี้ ทรัมป์ (Trump) ยังระบุด้วยว่าอัตราภาษีจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน หากยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงการซื้อขายดินแดนดังกล่าว
แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยกับสำนักข่าว ยูเอสเอ ทูเดย์ (USA TODAY) ว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) แห่งฝรั่งเศส (France) ได้เสนอให้มีการพิจารณาใช้ "กลไกต่อต้านการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ" (Anti-coercion Instrument) ของสหภาพยุโรป เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ (US) ในระหว่างการหารือร่วมกับผู้นำยุโรปหลายฝ่าย โดย มาครง (Macron) ย้ำถึงความสำคัญของการตอบโต้ที่เด็ดขาดและเป็นเอกภาพในระดับภูมิภาค
ขณะที่นายกรัฐมนตรีไมเคิล มาร์ติน (Micheal Martin) แห่งไอร์แลนด์ (Ireland) ให้ความเห็นว่า แม้สหภาพยุโรป (EU) จะต้องมีการตอบโต้แน่นอน แต่การยกระดับสู่มาตรการขั้นสูงสุดในทันทีอาจยังเป็นขั้นตอนที่ "เร็วเกินไป"
ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2025 สหภาพยุโรป (EU) เคยประกาศแผนเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ (US) มูลค่ากว่า 1.07 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อตอบโต้การประกาศภาษีแบบเหวี่ยงแหของทรัมป์ (Trump) ทว่ามาตรการดังกล่าวได้ถูกระงับไว้เป็นเวลา 6 เดือนภายหลังการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีและคณะทูต รายงานจาก ยูโรนิวส์ (Euronews) ระบุว่า สินค้าเป้าหมายที่ยุโรปเตรียมตอบโต้ถูกคัดสรรมาเพื่อกระทบต่อฐานเสียงหลักของพรรครีพับลิกัน (Republican) อาทิ สุราประเภทเบอร์เบิน, ชิ้นส่วนอากาศยาน, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีก
อย่างไรก็ดี สำนักข่าว ฟินันเชียล ไทมส์ (Financial Times) ระบุว่า สหภาพยุโรป (EU) ยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่อข้อตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าว และบรรดานักการทูตในบรัสเซลส์ส่งสัญญาณชัดเจนว่า คำขู่ครั้งใหม่เรื่องกรีนแลนด์จะส่งผลให้กระบวนการอนุมัติข้อตกลงนี้ถูกพับเก็บไปโดยสิ้นเชิง
สำนักข่าว รอยเตอร์ (Reuters) อ้างอิงแหล่งข่าวภายในสหภาพยุโรป (EU) ว่า ในขณะนี้แผนการตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบทันควันได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่ามาตรการตอบโต้อื่นๆ ซึ่งยังคงมีทัศนะที่แตกแยกกันภายในกลุ่มสมาชิก
ในแถลงการณ์ร่วมของ 8 ประเทศสมาชิก NATO รวมถึงเดนมาร์ก (Denmark) ระบุว่า มาตรการภาษีของทรัมป์ (Trump) เป็นความเคลื่อนไหวที่ "เป็นอันตราย" ต่อความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และอาจนำไปสู่ "วงจรความเสื่อมถอยที่ยากจะเยียวยา"
เจาะลึก "กลไกต่อต้านการบีบบังคับ" (Anti-coercion Instrument): อาวุธหนักทางเศรษฐกิจของ EU
กลไกดังกล่าวเปรียบได้กับ "มาตรการขั้นเด็ดขาด" ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งประกาศใช้ในปี 2023 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งและยุติ "การใช้อำนาจบีบบังคับทางเศรษฐกิจ" เนื้อหาในตัวบทกฎหมายระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องอธิปไตยของสหภาพและรัฐสมาชิก โดยเปิดทางให้ยุโรปสามารถใช้มาตรการตอบโต้ในฐานะ "ทางเลือกสุดท้าย" (Last Resort)
สำนักข่าว โปลิติโก ยุโรป (Politico Europe) รายงานว่า เดิมทีเครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับการใช้อิทธิพลข่มขู่จากจีน (China) แต่ ยูโรนิวส์ (Euronews) ชี้ว่าในปัจจุบันถูกนำมาใช้เพื่อคานอำนาจทั้งจีน (China) และสหรัฐฯ (US) ที่มักใช้กำแพงภาษีและทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์ของตน
กลไกนี้เปิดทางให้สหภาพยุโรป (EU) สามารถจำกัดหรือระงับการนำเข้าสินค้าและบริการ รวมถึงการจำกัดสิทธิในการลงทุนจากต่างประเทศและทรัพย์สินทางปัญญา โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ย้ำว่าการตอบโต้จะต้อง "สมส่วนกับความเสียหาย" และเน้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในยุโรปให้น้อยที่สุด
กรอบเวลาและขั้นตอนการบังคับใช้
กระบวนการเริ่มต้นจากการตรวจสอบข้อกล่าวหาโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ภายใน 4 เดือน จากนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสมาชิกเพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจากับคู่กรณี หากการทูตล้มเหลว มาตรการคว่ำบาตรจึงจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งตามรายงานของสำนักข่าว เอเอฟพี (AFP) ระบุว่านับตั้งแต่ก่อตั้งมาตรการนี้ ยังไม่เคยมีการนำออกมาใช้จริง
เหตุใดจึงถูกมองว่าเป็น "ทางเลือกนิวเคลียร์" (Nuclear Option)
การเรียกใช้เครื่องมือนี้ถือเป็นการประกาศสงครามการค้าเต็มรูปแบบที่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองทวีป ข้อมูลจากสภายุโรป (EU Council) ระบุว่ามูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปในปี 2024 สูงถึงเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเกือบ 30% ของมูลค่าการค้าโลก และ 43% ของจีดีพีโลก (Global GDP) สะท้อนถึงความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงสูงที่สุดในโลก
ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) ประกอบด้วยรัฐสมาชิก 27 ประเทศ มีประชากรรวมกว่า 450 ล้านคน ตามรายงานของสำนักข่าว เอเอฟพี (Agence France-Presse)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.yahoo.com/news/articles/eu-mulling-trade-bazooka-trumps-021055978.html