กัมพูชา 'ให้สัตยาบันอนุสัญญากฎหมายทะเล Unclos'
กัมพูชา 'ให้สัตยาบันอนุสัญญากฎหมายทะเล Unclos' หลังยื้อมา 40 ปี หวังใช้กฎหมายนานาชาติคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเล
28-1-2026
SCMP รายงานว่า นักวิเคราะห์ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชา (Cambodia) เดินหน้ารับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UN Convention on the Law of the Sea: Unclos) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม หลังปล่อยทิ้งไว้กว่า 40 ปี นับจากลงนามครั้งแรกในปี 1983 โดยนักวิเคราะห์มองว่าการประเมิน ท่ามกลางการปะทะตามแนวชายแดนครั้งรุนแรง ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นตัวเร่งสำคัญให้พนมเปญตัดสินใจขยับ ยอมให้สัตยาบันในสนธิสัญญาทางทะเลที่สำคัญของสหประชาชาติ (UN) ในที่สุด
นอกจากนี้ กระแสข่าวลือที่ว่ากองทัพเรือไทยอาจปิดเส้นทางส่งกำลังบำรุงในอ่าวไทย แม้ประเทศไทย จะออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีน้ำหนักอย่างมากต่อการตัดสินใจของรัฐบาลพนมเปญ โดยกัมพูชาได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (Unclos) เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทิ้งช่วงนานกว่า 4 ทศวรรษหลังจากลงนามในสนธิสัญญา และถือเป็นสมาชิกอาเซียนชาติสุดท้ายที่ดำเนินการดังกล่าว โดยร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติสมัยที่ 5 และจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อการลงนามขั้นสุดท้าย
กัมพูชาลงนามใน Unclos ตั้งแต่ปี 1983 หนึ่งปีหลังจากอนุสัญญาได้รับการยอมรับในจาเมกา อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญานี้เพิ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี 1994 เนื่องจากมีการต่อต้านจากประเทศอุตสาหกรรมในประเด็นกฎระเบียบการทำเหมืองใต้ทะเลลึก
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
Unclos จะช่วยให้กัมพูชามีโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมสำหรับการบริหารจัดการและการคุ้มครองทางทะเลภายใต้กฎหมายทะเลระดับชาติ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างบทบาทของพนมเปญในเวทีระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาทางทะเลกับประเทศอื่น
อับดุล ราห์มัน ยาคอบ (Abdul Rahman Yaacob) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันคลังสมอง Verve Research ระบุว่าการให้สัตยาบันครั้งนี้คำนึงถึง "การประเมินภัยคุกคาม" ต่อไทย หลังจากเกิดการปะทะกันหลายครั้งบริเวณพรมแดนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีสาเหตุหลักจากข้อพิพาทเขตแดนที่ยืดเยื้อมานานนับศตวรรษ ประกอบกับกระแสชาตินิยมและความกังวลด้านความมั่นคงที่พุ่งสูงขึ้น
หลังเหตุปะทะ มีกระแสข่าวว่ากองทัพเรือไทยจะปิดอ่าวไทยเพื่อตัดเส้นทางสื่อสารทางทะเลของกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่กรุงเทพฯ ปฏิเสธมาตลอด “กัมพูชาอาจพยายามใช้ Unclos เป็นจุดอ้างอิงในการเจรจากับไทย” ยาคอบกล่าว พร้อมเสริมว่าเมื่อพิจารณาจากกองทัพเรือกัมพูชาที่มีขนาดเล็กและอ่อนแอกว่า กรอบกฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นอีกทางเลือกในการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเล โดยเฉพาะด้านทรัพยากรพลังงาน เส้นทางเดินเรือ และประมงในอ่าวไทย
การเปลี่ยนผ่านลำดับความสำคัญ
นับตั้งแต่ลงนามในปี 1983 กัมพูชาเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงภายในประเทศและการสร้างความสามัคคี โดยผ่านช่วงเวลาแห่งสงครามภายใต้การยึดครองของเวียดนาม สู่การเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญในปี 1993 และเข้าสู่ยุคการปกครองของ ฮุน เซน (Hun Sen) ที่เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้นการให้สัตยาบัน Unclos จึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญอันดับต้นๆ ในช่วงที่ผ่านมา
ชง เต๋อ เซียน (Chong De Xian) นักวิจัยจาก S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) สิงคโปร์ มองว่ากัมพูชากำลังนำเสนอการให้สัตยาบันนี้ในฐานะ "การยกระดับธรรมาภิบาลและการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีผ่านกฎระเบียบที่เป็นที่ยอมรับในสากล
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้อาจทำให้พลวัตทางการเมืองซับซ้อนขึ้น หากดูเหมือนว่ากัมพูชาพยายามจะรวบอำนาจในพื้นที่อ่าวไทยก่อนที่จะมีการตกลงแบ่งเขตแดนสำเร็จ ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนเส้นฐาน (Baselines) หรือการออกแผนที่และพิกัดเขตทางทะเลอย่างเป็นทางการ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในพื้นที่ทับซ้อน อาจถูกเพื่อนบ้านมองว่าเป็นการพยายาม "ผูกขาด" สิทธิประโยชน์และสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่ ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้และการเจรจาที่ยากลำบากขึ้น
ความท้าทายในอาเซียนและจีน
การให้สัตยาบันครั้งนี้ยังทำให้กัมพูชาเผชิญความยากลำบากทางการเมืองในการปฏิเสธข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่อ้างอิง Unclos โดยเฉพาะเมื่อสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ใช้กฎหมายนี้ในการตอบโต้การอ้างสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับ Unclos
ที่ผ่านมา กัมพูชาในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดของปักกิ่ง เคยขัดขวางอาเซียนไม่ให้ออกแถลงการณ์ร่วมที่อ้างอิงคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) ในปี 2016 ที่ระบุว่าเส้นประ 9 เส้น (Nine-dash line) ของจีนไม่มีผลทางกฎหมาย
ปู สถิรัก (Pou Sothirak) ที่ปรึกษาอาวุโสของศูนย์ภูมิภาคศึกษาแห่งกัมพูชา (CCRS) ระบุว่าความล่าช้าที่ผ่านมาเกิดจากความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงประโยชน์ของ Unclos และเคยมองว่าสนธิสัญญานี้ยังขาดความเข้มแข็งในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการจัดการเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่การให้สัตยาบันในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนขึ้นของกัมพูชาในการยึดถือระเบียบโลกที่อิงตามกฎหมายสากล และหลุดพ้นจาก "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก" (Dilemma) ว่าจะสนับสนุนอาเซียนในเรื่อง Unclos หรือจะรักษาความเป็นกลางต่อไป
“ในฐานะรัฐขนาดเล็ก กัมพูชาเปราะบางต่อแรงกดดันภายนอกจากเพื่อนบ้านที่ใหญ่และแข็งแกร่งกว่า ตอนนี้กัมพูชาสามารถพึ่งพา Unclos เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ทางทะเลจากการรุกล้ำอย่างผิดกฎหมายจากรัฐเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนทางทะเลร่วมกันได้แล้ว” สถิรักกล่าวทิ้งท้าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3341350/thailand-border-threat-pushes-cambodia-sign-un-sea-treaty-after-over-40-years?module=perpetual_scroll_0&pgtype=article