.
เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมโจมตีอิหร่านภายใน 1–2 วัน
28-1-2026
เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น จะพร้อมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านภายในเวลา 1–2 วัน ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินรบเพิ่มเติมอีกราวหนึ่งโหล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองเรือโจมตีในภูมิภาคดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน Fox News รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า กองเรือโจมตีของเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้เข้าสู่พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ในมหาสมุทรอินเดียแล้ว
เมื่อวันที่ 22 มกราคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนกำลังไปยังใกล้อิหร่าน “เผื่อไว้ในกรณีจำเป็น” ก่อนหน้านั้น เขาปฏิเสธที่จะให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำถามว่า ตัวเลือกในการใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่านได้ถูกตัดออกไปแล้วหรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่าไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต
เมื่อต้นเดือนนี้ มีรายงานว่าทรัมป์เกือบจะสั่งโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน เพื่อตอบโต้การปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ตามข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง แม้เขาจะชะลอการตัดสินใจดังกล่าว แต่การส่งกำลังทหารเข้าสู่ภูมิภาคยังคงดำเนินต่อไป
ในการให้สัมภาษณ์กับ Axios เมื่อวันจันทร์ ทรัมป์กล่าวว่าสถานการณ์เกี่ยวกับอิหร่านยังคง “ไม่แน่นอน” “เรามีกองเรือขนาดใหญ่อยู่ใกล้อิหร่าน ใหญ่กว่าที่เวเนซุเอลาเสียอีก” เขากล่าว โดยอ้างถึงการเสริมกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ใกล้ประเทศในอเมริกาใต้ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา
ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังระบุว่าเตหะรานมีความต้องการเจรจาอย่างจริงจัง โดยกล่าวอ้างว่า “พวกเขาติดต่อมาแล้วหลายครั้ง พวกเขาอยากพูดคุย”
ศูนย์กลางของการเสริมกำลังครั้งนี้คือกองเรือโจมตีของเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่ากำลังปฏิบัติการอยู่ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังมีการส่งเครื่องบินขับไล่ F-15 และ F-35 เพิ่มเติม เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ และระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าสู่พื้นที่ด้วย โดยพลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการ CENTCOM ได้เดินทางเยือนอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการทหารร่วมกัน
เพื่อตอบโต้ พลเอกโมฮัมหมัด ปักปูร์ แห่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ออกคำเตือนอย่างแข็งกร้าวในช่วงสุดสัปดาห์ โดยระบุว่า IRGC “พร้อมมากกว่าที่เคย นิ้วอยู่บนไกปืน” เพื่อปกป้องประเทศ และเตือนว่าจะมี “ผลลัพธ์อันเจ็บปวด” หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลดำเนินการรุกรานใด ๆ
เตหะรานยังเตือนวอชิงตันไม่ให้ “คำนวณผิดพลาด” โดยกล่าวโทษสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นผู้กระตุ้นความไม่สงบภายในประเทศอย่างรุนแรง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารัคชี ระบุเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 คน จากการประท้วงรุนแรงที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม รายงานระบุว่ารัฐบาลทรัมป์มีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับแนวทางเดินหน้าต่อไป เจ้าหน้าที่บางส่วนสนับสนุนให้บังคับใช้ “เส้นแดง” ของประธานาธิบดีเพื่อเอาผิดอิหร่าน ขณะที่อีกฝ่ายตั้งคำถามว่าการทิ้งระเบิดจะบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ใด
ที่ผ่านมา วอชิงตันพยายามผลักดันข้อตกลงที่กำหนดให้อิหร่านต้องกำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมด จำกัดคลังขีปนาวุธ ยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค และยกเลิกการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยอิสระ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อิหร่านแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ยอมรับ
ที่มา Sputnik