.
สหรัฐฯ ทุ่มงบดัน F/A-XX รบยุคหน้า! เพิ่มระยะปฏิบัติการ 125% หวังรักษาฐานอำนาจเรือบรรทุกเครื่องบิน - มุ่งเป้าพิชิตฝูงบิน J-20-J-35 คานกองทัพจีน
24-1-2026
Asia Times รายงานว่า คณะกรรมาธิการงบประมาณแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ เคลื่อนไหวครั้งสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับงบประมาณโครงการพัฒนาเครื่องบินรบยุคหน้า (Next-Generation Fighter) ของกองทัพเรือ หรือ F/A-XX ผ่านกระบวนการจัดสรรงบประมาณปี 2026 เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการถูกขัดจังหวะหรือระงับกลางคัน พร้อมเร่งรัดให้เข้าสู่สถานะเตรียมความพร้อมปฏิบัติการ (Initial Operational Capability) โดยเร็วที่สุด
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ต้องผูกพันงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนา และห้ามไม่ให้มีการนำงบประมาณปี 2026 หรือปีงบประมาณก่อนหน้าไปใช้เพื่อการหยุดชะงัก ยกเลิก หรือยุติโครงการ F/A-XX ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของฝ่ายนิติบัญญัติว่า ความล่าช้าในการพัฒนาเครื่องบินรุ่นนี้จะส่งผลให้กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ สูญเสียความหมายทางยุทธศาสตร์ในความขัดแย้งระดับสูงกับจีนและรัสเซีย
ยุทธศาสตร์ "พิสัยไกล" เพื่อเอาชนะระยะทาง (Tyranny of Distance)
เครื่องบิน F/A-XX ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทน F/A-18E/F Super Hornet โดยมีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มระยะปฏิบัติการ (Range), ความอยู่รอด (Survivability) และการปฏิบัติงานร่วมกับ AI โดยมีประเด็นสำคัญด้านสมรรถนะดังนี้:
ระยะปฏิบัติการที่เหนือกว่า: รายงานระบุว่า F/A-XX จะมีระยะการบินสูงกว่าเครื่องบินรบประจำเรือบรรทุกเครื่องบินในปัจจุบันถึง 125% โดยหากเปรียบเทียบกับ F/A-18E/F Super Hornet ที่มีระยะบินตัวเปล่าประมาณ 2,360 กิโลเมตร เครื่องบิน F/A-XX จะมีพิสัยการบินอย่างน้อย 2,945 กิโลเมตร ก่อนการเติมเชื้อเพลิง ซึ่งจะช่วยให้เรือบรรทุกเครื่องบินสามารถปฏิบัติการได้จากระยะห่าง 1,600–2,400 กิโลเมตรจากเป้าหมาย ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธของจีน
การทำงานร่วมกับระบบไร้คนขับ: F/A-XX ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางการควบคุม "Man-on-the-loop" โดยสามารถสั่งการโดรนและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ในสภาพแวดล้อมที่มีภัยคุกคามสูงหลังปี 2040
การตอบโต้จำนวนมหาศาลของฝูงบินจีน
ยุทธศาสตร์นี้คือคำตอบโดยตรงต่อการขยายตัวของฝูงบินยุคที่ 5 และยุคที่ 6 ของจีน โดยเฉพาะเครื่องบินรบตระกูล J-20 และ J-35 ที่สามารถประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้ นักวิเคราะห์เตือนว่าจีนมีความได้เปรียบเรื่อง "จำนวน" และ "พิกัดที่ตั้ง" ที่ใกล้สมรภูมิมากกว่า โดยเฉพาะในกรณีความขัดแย้งที่ไต้หวัน
สถิติเปรียบเทียบ: ปัจจุบันกองทัพอากาศสหรัฐฯ มีเครื่องบินรบรวมประมาณ 1,184 ลำ ขณะที่จีนมีมากกว่า 1,100 ลำซึ่งกระจุกตัวอยู่ในแถบแปซิฟิกตะวันตก
ความเสียเปรียบเฉพาะหน้า: ในพื้นที่ปฏิบัติการจริง สหรัฐฯ มีเครื่องบินรบในแถบแปซิฟิกเพียง 140 ลำ ซึ่งอาจเสียเปรียบอย่างหนักเมื่อต้องเผชิญกับฝูงบิน J-20 ของจีนที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าในระยะแรกของสงคราม
บทบาทในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญจาก Hudson Institute ระบุว่า F/A-XX จะเปลี่ยนบทบาทของเรือบรรทุกเครื่องบินจากการเป็น "เป้านิ่ง" ให้กลายเป็น "ศูนย์กลางบัญชาการและโจมตีที่คล่องตัว" โดยใช้ประโยชน์จากระบบเซนเซอร์ในอวกาศและโดรนเติมเชื้อเพลิงอย่าง MQ-25 เพื่อขยายขอบเขตการทำสงคราม
บทสรุป: โครงการ F/A-XX ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสร้างความเหนือกว่าแบบเบ็ดเสร็จ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการ "ชะลอการเสื่อมถอย" ของอำนาจทางอากาศสหรัฐฯ ในแปซิฟิก เพื่อซื้อเวลาและเพิ่มพื้นที่ดำเนินกลยุทธ์ในสมรภูมิที่นิยามด้วยระยะทางที่ห่างไกล จำนวนศัตรูที่มหาศาล และความทนทานในการรบ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/01/us-doubles-down-on-f-a-xx-fighter-to-hold-china-at-bay/