.
อินเดีย–EU บรรลุข้อตกลงการค้าที่กล่าวขานกันว่าเป็นดีลแม่แบบ ‘มารดาของทุกดีล’
28-1-2026
อินเดียและสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงการค้าครั้งใหญ่ จัดตั้งเขตการค้าเสรีที่ครอบคลุมประชากรรวมกว่า 2 พันล้านคน เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ระบุ
ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ระหว่างการเยือนกรุงนิวเดลีเมื่อวันอังคาร ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายกำลัง “สร้างประวัติศาสตร์ในวันนี้”
“เราได้สรุปข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หรือ ‘แม่ของทุกข้อตกลง’ เราได้สร้างเขตการค้าเสรีของประชากร 2 พันล้านคน ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน” เธอกล่าวเสริม
ด้านนายกรัฐมนตรีโมดีระบุว่า ข้อตกลงประวัติศาสตร์ฉบับนี้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการเจรจาที่ยืดเยื้อและหยุดชะงักเป็นระยะ ๆ นานเกือบสองทศวรรษ ได้ข้อยุติแล้ว พร้อมยกย่องถึงประโยชน์ของข้อตกลง ก่อนการประชุมร่วมกับฟอน แดร์ ไลเอิน และอันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรป
“ข้อตกลงนี้จะนำมาซึ่งโอกาสมากมายสำหรับชาวอินเดีย 1.4 พันล้านคน และประชาชนอีกหลายสิบล้านคนในสหภาพยุโรป” โมดีกล่าว
นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะครอบคลุมราว 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลก พร้อมระบุว่า อินเดียจะได้รับแรงหนุนในหลายภาคส่วน รวมถึงสิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ตลอดจนสินค้าเครื่องหนัง
ข้อตกลงการค้าฉบับนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรประบุว่าเป็นข้อตกลงที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่อินเดียเคยทำมา เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของกรุงบรัสเซลส์และกรุงนิวเดลีในการเปิดตลาดใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และ การควบคุมการส่งออกของจีน
ข้อตกลงดังกล่าวจะปูทางให้อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก เปิดตลาดขนาดใหญ่ที่ได้รับการคุ้มครองมาอย่างยาวนาน สู่การค้าเสรีกับสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดีย
สหภาพยุโรป ซึ่งมองว่าอินเดียเป็นตลาดสำคัญในอนาคต ระบุว่าบริษัทในยุโรปจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า “ความได้เปรียบของผู้เข้าสู่ตลาดก่อน” (first mover advantage) ในตลาดอินเดีย ขณะที่นิวเดลีมองว่ายุโรปเป็นแหล่งเทคโนโลยีและการลงทุนที่มีศักยภาพสำคัญ
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงาน โดยอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียที่รับทราบเรื่องนี้ว่า การลงนามอย่างเป็นทางการในข้อตกลงจะมีขึ้นหลังจากกระบวนการตรวจทานทางกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5–6 เดือน และคาดว่าข้อตกลงจะเริ่มบังคับใช้ภายใน หนึ่งปี
อียูคาดส่งออกสู่อินเดียเพิ่มเป็นสองเท่า
สหภาพยุโรประบุว่า คาดว่าการส่งออกของอียูไปยังอินเดียจะ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2032 อันเป็นผลจากข้อตกลงนี้ ข้อมูลของอียูระบุว่า การค้าสินค้าระหว่างอินเดียและสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นเกือบ 90% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าแตะ 120,000 ล้านยูโร (ประมาณ 139,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2024 ขณะที่การค้าภาคบริการมีมูลค่าเพิ่มเติมอีกราว 60,000 ล้านยูโร (69,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ภาษีศุลกากรสำหรับ 96.6% ของการส่งออกสินค้าจากอียูไปยังอินเดีย จะถูกยกเลิกหรือลดลง เจ้าหน้าที่อียูกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยประหยัดต้นทุนภาษีให้กับสินค้าจากยุโรปได้สูงสุดถึง 4,000 ล้านยูโรต่อปี (ราว 4,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ในบรรดาสินค้าที่จะมีการยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรเกือบทั้งหมด ได้แก่ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และเวชภัณฑ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภาษีนำเข้ารถยนต์จะค่อย ๆ ลดลงเหลือ 10% ภายใต้โควตา 250,000 คันต่อปี ขณะที่ผู้ให้บริการด้านบริการของสหภาพยุโรปจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงตลาดอินเดียเป็นพิเศษในภาคส่วนสำคัญ เช่น บริการทางการเงินและการขนส่งทางทะเล นอกจากนี้ ภาษีศุลกากรสำหรับอากาศยานและยานอวกาศจากอียูจะถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด
ภาษีนำเข้าไวน์จากอียูจะถูกลดลงเหลือ 20–30% เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดสุราจะอยู่ที่ 40% และเบียร์ 50% ขณะที่ภาษีสำหรับน้ำผลไม้และอาหารแปรรูปจะถูกยกเลิก
เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า“สหภาพยุโรปกำลังจะได้รับระดับการเข้าถึงตลาดที่สูงที่สุดเท่าที่เคยให้กับคู่ค้ารายใด ในตลาดอินเดียซึ่งเดิมได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด เราจะได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในภาคอุตสาหกรรมหลักและสินค้าเกษตร”
แหล่งข่าวที่รับทราบการเจรจาให้ข้อมูลกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การหารือช่วงโค้งสุดท้ายเมื่อวันจันทร์มุ่งเน้นไปที่ประเด็นติดขัดหลายเรื่อง รวมถึงผลกระทบของ ภาษีคาร์บอนชายแดนของอียู (CBAM) ต่อเหล็ก
‘ความหวังใหม่’
ดีปันชู โมฮัน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย OP Jindal Global ใกล้นิวเดลี กล่าวกับอัลจาซีราว่า ข้อตกลงนี้มอบ “ความหวังใหม่” ให้กับทั้งสองฝ่าย
“นี่เป็นข้อตกลงที่สำคัญด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ อินเดียมีการค้ากับอียูในระดับสูง” เขากล่าว “การค้าจำนวนมากเป็นสินค้าหรือสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งอินเดียต้องการขยายเพิ่ม โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับภาษีที่สูงกับสหรัฐฯ”
เขายังกล่าวว่า การค้าสินค้าจากอินเดียส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างงานจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ข้อตกลงนี้ก็เปิดโอกาสให้อียูเข้าถึงตลาดอินเดียได้มากขึ้น ในช่วงเวลาที่หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ
“ข้อตกลงนี้เปิดโอกาสอย่างมากให้สหภาพยุโรปในฐานะภูมิภาค ขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดีย” เขากล่าว
เขาระบุว่า ช่วงเวลาของการประกาศข้อตกลงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นในจังหวะที่ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างนิวเดลีกับวอชิงตันยังคงดำเนินต่อไป จากปัญหาภาษีศุลกากรที่สูงซึ่งสหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของอินเดีย
“ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในช่วงเวลาที่ลัทธิฝ่ายเดียว (unilateralism) กลายเป็น…เสาหลักรูปแบบหนึ่งของการเจรจาการค้า” เขากล่าว
‘หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังเติบโต’
การเจรจาข้อตกลงการค้าอินเดีย–สหภาพยุโรปเริ่มต้นขึ้นในปี 2007 แต่แทบไม่คืบหน้าเป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ตาม การรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซียได้ทำให้การเจรจาถูกนำกลับมาเริ่มใหม่ในปี 2022 ขณะที่นโยบายภาษีเชิงรุกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เร่งให้การเจรจาเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
อินเดียและสหภาพยุโรปยังประกาศเปิดตัว ความเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงและกลาโหม ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับความร่วมมือที่อียูมีกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยฟอน แดร์ ไลเอิน ระบุว่า บรัสเซลส์และนิวเดลีจะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อินเดีย ซึ่งพึ่งพารัสเซียในการจัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์สำคัญมานานหลายทศวรรษ พยายามลดการพึ่งพามอสโก ด้วยการกระจายแหล่งนำเข้าและผลักดันฐานการผลิตภายในประเทศ ขณะที่ยุโรปเองก็พยายามดำเนินแนวทางเดียวกันต่อสหรัฐฯ
ข้อตกลงอียู–อินเดียเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากบรัสเซลส์ลงนามในข้อตกลงสำคัญกับกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ เมร์โกซูร์ (Mercosur) ต่อเนื่องจากข้อตกลงที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้วกับอินโดนีเซีย เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงเวลาเดียวกัน นิวเดลีได้สรุปข้อตกลงกับ สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ และโอมาน
ทีี่มา https://www.aljazeera.com/news/2026/1/27/india-eu-agree-on-mother-of-all-trade-deals