.
‘ทาคาอิจิ’ นายกฯ ญี่ปุ่น กับความท้าทายครั้งใหญ่ในสมการสหรัฐฯ-จีน 'ความโกรธเกรี้ยวของทรัมป์ -การกดดันจากสี จิ้นผิง'
16-2-2026
Asia Times รายงานว่า การหาจุดสมดุลระหว่างทรัมป์และปักกิ่งอาจกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของทาคาอิจิ ท่ามกลางยุคสมัยที่ไร้ระบบ ‘กลุ่มการเมือง’ ภายในพรรค LDP ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการดำเนินนโยบาย
นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเลือกตั้งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่นำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งระดับชาติ และนำพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ไปสู่ชัยชนะแบบถล่มทลาย (Landslide victory) ด้วยการกวาดที่นั่งมากที่สุดสำหรับพรรคการเมืองเดียวในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ความกังวลที่ว่าเธอจะสามารถดึงคะแนนเสียงให้ลูกพรรคได้หรือไม่นั้นถูกปัดเป่าไปจนสิ้น เมื่อความนิยมในตัวเธอผลักดันให้ LDP ก้าวสู่ภาวะ ‘เสียงข้างมากพิเศษ’ (Supermajority) ในสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) สถาปนาให้เธอกลายเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในการเมืองญี่ปุ่น
ในการลงคะแนนเสียงเมื่อวันอาทิตย์ พรรค LDP กวาดไปได้ถึง 316 ที่นั่ง (จากเดิม 198 ที่นั่งก่อนการเลือกตั้ง) ซึ่งเกินกว่าระดับ 310 ที่นั่งที่จำเป็นสำหรับการครองเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของสภาล่าง (สถิติที่ดีที่สุดของพรรคก่อนหน้านี้คือในปี 1986 ที่ได้ 300 ที่นั่ง) เมื่อรวมกับที่นั่งของพรรค Japan Innovation Party (JIP หรือ Ishin no Kai) พันธมิตรร่วมรัฐบาลจะครองที่นั่งรวมกันถึง 352 จาก 465 ที่นั่ง หรือคิดเป็น 75% ของสภา (จากเดิม 233 ที่นั่ง) การครองเสียงข้างมากพิเศษนี้จะช่วยให้สภาล่างสามารถล้มล้างมติของสภาที่ปรึกษา (สภาบน) ซึ่งปัจจุบันฝ่ายค้านเป็นผู้ควบคุมอยู่ได้ ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งระหว่างสองสภา
หากจะกล่าวอย่างง่ายที่สุด พรรค LDP ได้เข้าควบคุมการเมืองญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ และสามารถเรียกได้เต็มปากว่า LDP คือ ‘พรรคของทาคาอิจิ’ หลังจากที่พรรคต้องตกอยู่ในสภาวะซบเซานับตั้งแต่การจากไปของ ชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) ผู้เป็นเมนเทอร์และต้นแบบของเธอ โดยพรรคเคยสูญเสียที่นั่งและอำนาจควบคุมสภาล่างในเดือนตุลาคม 2024 และสภาบนในเดือนกรกฎาคม 2025 แต่ทาคาอิจิสามารถพลิกกระแสเหล่านั้นกลับมาได้อย่างน่าทึ่ง
ภายใต้การนำของอาเบะในปี 2012 พรรคสามารถแย่งชิงอำนาจรัฐคืนจากพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (DPJ) ด้วยชัยชนะ 294 ที่นั่ง ขณะที่ จุนอิชิโระ โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) นายกรัฐมนตรีผู้โดดเด่นอีกคนของพรรคในศตวรรษนี้ เคยทำได้ 296 ที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2005 โดยมีประเด็นเรื่องการปฏิไปรษณีย์เป็นตัวชูโรง แต่ทาคาอิจิสามารถทำลายสถิติของทั้งสองคนลงได้อย่างขาดลอย
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีความแตกต่างที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ พรรคจะพึ่งพาความนิยมของผู้นำควบคู่ไปกับ ‘กลุ่มการเมือง’ (Factions) ภายในพรรคที่ทำหน้าที่จัดตั้งนักการเมืองและระดมฐานเสียง แต่เมื่อปราศจากกลุ่มเหล่านี้ ความนิยมส่วนตัวของผู้นำจึงมีบทบาทสูงขึ้นมากในการดึงแรงสนับสนุน สมาชิกสภาของ LDP ในปัจจุบันจึงเป็นหนี้บุญคุณนายกรัฐมนตรีมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต
(ทว่าการไร้ซึ่งกลุ่มการเมืองภายในพรรค อาจทำให้เธอสั่งการพรรคได้ยากขึ้นเมื่อต้องการดำเนินการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้เคยเป็นช่องทางสื่อสารหลัก มีบทบาทในการให้ความรู้ จัดระบบ และระดมพลนักการเมือง เปรียบเสมือนหมวดหมู่ในกองทัพขนาดใหญ่ของ LDP)
อำนาจที่เธอได้รับมานี้จะถูกนำไปใช้ในทิศทางที่คาดเดาได้ไม่ยาก ทาคาอิจิจะผลักดันนโยบายลำดับความสำคัญของเธอ ได้แก่ นโยบายเศรษฐกิจแบบขยายตัว การเติบโตใน 17 ภาคอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และด้วยเสียงข้างมากพิเศษนี้ เธออาจจะพิจารณาเป้าหมายสูงสุดของฝ่ายอนุรักษนิยม นั่นคือ ‘การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ’
มีการวิเคราะห์มากมายถึงความพ่ายแพ้ยับเยินของฝ่ายค้าน แต่คำอธิบายที่ง่ายที่สุดคือ กลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance) ที่เกิดจากการควบรวมของพรรค Constitutional Democratic Party และพรรค Komeito (อดีตพันธมิตรของ LDP) ล้มเหลวในการโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าพวกเขาเป็นมากกว่าแค่การเอาของเก่ามาปัดฝุ่นใหม่ ไม่มีสิ่งใดที่แปลกใหม่
เครดิตที่แท้จริงจึงตกเป็นของทาคาอิจิ ผู้พรีเซนต์ตนเองในฐานะนักการเมืองหญิงที่สร้างตัวด้วยตนเอง (Self-made) มีความสดใหม่ พลังล้นเหลือ และมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนต่อประเทศ เธอถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ ‘ญี่ปุ่นยุคใหม่’ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือจากการที่เธอเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และพร้อมที่จะดำเนินงานตามสัญชาตญาณของตนเองมากกว่าการพึ่งพาขั้วอำนาจเก่าในพรรค
สัญชาตญาณเหล่านั้นพิสูจน์แล้วว่าเฉียบคมกว่าที่คาด ในฐานะนักชาตินิยมตัวยง เธอยังไม่ได้ไปเยือนศาลเจ้า ยาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) ในฐานะนายกรัฐมนตรี และเธอก็ไม่ได้พยายามเอาใจกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต่อต้านชาวต่างชาติแม้กระแสต่อต้านผู้อพยพจะพุ่งสูงขึ้น เธอเข้าใจถึงคุณค่าของการรักษาความ ‘กำกวม’ (Ambiguity) ในขณะที่ต้องบริหารจัดการการสร้างพันธมิตรร่วมรัฐบาล แต่เธอก็ไม่ได้ตกลงไปในหลุมพรางของการพูดจาเลื่อนลอยอย่างไร้น้ำหนัก
เธอคือนักการเมืองสายเหยี่ยว (Defense hawk) ผู้แสวงหาการเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขยายขีดความสามารถทางทหาร ยกระดับบทบาทความมั่นคงในภูมิภาค จัดทำเอกสารความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ และผ่อนปรนข้อจำกัดในการส่งออกยุทโธปกรณ์ เมื่อพิจารณาถึงความพยายามของจีนในการลงโทษญี่ปุ่นจากความเห็นของทาคาอิจิเมื่อปีที่แล้ว ที่ระบุว่าเหตุฉุกเฉินในไต้หวันอาจเป็นเหตุฉุกเฉินแห่งชาติของญี่ปุ่น ซึ่งนัยว่าโตเกียวจะเข้าไปมีส่วนร่วมในวิกฤตดังกล่าว ชัยชนะอย่างท่วมท้นของเธอจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวญี่ปุ่นไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่อแรงกดดันนั้น
ความสัมพันธ์กับจีนถือเป็นขาหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมที่จะเป็นความท้าทายด้านนโยบายต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของทาคาอิจิ ในภาพรวม ชัยชนะของเธอจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ดูจะมีความสบายใจมากกว่าเมื่อต้องทำงานกับผู้นำที่แข็งแกร่ง และทั้งสองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนับตั้งแต่ทาคาอิจิรับตำแหน่ง โดยทรัมป์ได้ส่งสารถ้อยคำยินดีและชื่นชมเธอหลังทราบผลการเลือกตั้ง โดยระบุว่า "เป็นเกียรติของผมที่ได้สนับสนุนคุณและพันธมิตรของคุณ" และเสริมว่า "ประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ยอดเยี่ยมผู้ลงคะแนนด้วยความกระตือรือร้นเช่นนี้ จะได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากผมเสมอ"
แผนการด้านการป้องกันประเทศของเธอจะช่วยกระชับความสัมพันธ์นั้น แม้ว่าอาจจะมีการหารือและแนวโน้มความขัดแย้งเกี่ยวกับงบประมาณกลาโหมก็ตาม โดยสหรัฐฯ มักจะชี้ว่าเกาหลีใต้คือพันธมิตรต้นแบบ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่สร้างความลำบากใจให้กับโตเกียวเสมอ และความมุ่งมั่นของเกาหลีใต้ที่จะใช้งบป้องกันประเทศสูงถึง 3.5% ของ GDP จะกลายเป็นแรงกดดันเมื่อญี่ปุ่นกำลังพยายามเพิ่มงบประมาณของตนเองเป็นสองเท่าให้ถึงระดับ 2%
นอกจากนี้ สื่อ Nikkei ยังรายงานว่า "การสนับสนุนของทรัมป์นั้นแฝงไปด้วยความโกรธแค้น" ต่อความล่าช้าในแผนการลงทุนของญี่ปุ่นมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ โดยรายงานระบุว่ามี 3 โครงการที่กำลังเจรจากันอยู่ แต่ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายแม้จะใกล้ถึงกำหนดเส้นตายสิ้นปีนี้ การเจรจาเหล่านั้นจะดำเนินต่อไปและจะเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมสุดยอดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างทรัมป์และทาคาอิจิในเดือนมีนาคม
จุดนี้เองที่ขาสายที่สามของรูปสามเหลี่ยมการต่างประเทศอย่าง ‘ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน’ มีความสำคัญ สิ่งที่จะอยู่ในวาระสำคัญของทาคาอิจิในการประชุมสุดยอดครั้งนั้นคือ ทรัมป์จะพูดอะไรกับ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ผู้นำสูงสุดของจีนเมื่อพวกเขาพบกันในเดือนเมษายน เนื่องจากสีจะกดดันให้ทรัมป์ควบคุมพันธมิตรของเขา สอดคล้องกับคำวิจารณ์ของปักกิ่งที่มองว่าทาคาอิจิเป็นตัวอันตรายที่สร้างความไร้เสถียรภาพในการเมืองภูมิภาค
มีความกังวลบางประการว่าทรัมป์อาจจะให้ความสำคัญกับข้อตกลงทางการค้าและความสัมพันธ์กับจีนมากกว่าพันธมิตรของตนเอง ซึ่งหากสหรัฐฯ แสดงการสนับสนุนที่น้อยกว่าการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง (Full-throated support) ก็จะสร้างความตื่นตระหนกให้กับญี่ปุ่นอย่างมาก
การดำเนินนโยบายหาจุดสมดุลระหว่างทรัมป์และปักกิ่ง จึงอาจกลายเป็นความท้าทายที่น่าเกรงขามที่สุดสำหรับทาคาอิจิ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/finding-trump-beijing-balance-may-prove-takaichis-big-challenge/