.
ทำไมทุกชาติ กำลังมุ่งหน้าไปดวงจันทร์อีกครั้ง? สหรัฐฯ-จีน แข่งกันสร้างฐานถาวร เพื่อก้าวสู่ดาวอังคาร
2-4-2026
Bloomberg รายงานว่า สมรภูมิอวกาศเดือด! สหรัฐฯ-จีน นำทัพนานาชาติเปิดศึกแข่งขันหวนคืนสู่ดวงจันทร์ ปูทางสู่ดาวอังคาร
กว่า 50 ปีหลังจากมนุษย์คนสุดท้ายได้ก้าวพ้นจากพื้นผิวดวงจันทร์ วันนี้สหรัฐอเมริกาและจีนกำลังเปิดศึกแข่งขันครั้งใหม่เพื่อทำซ้ำความสำเร็จนั้นอีกครั้ง องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NASA มีแผนจะส่งนักบินอวกาศ 4 คนเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์อย่างเร็วที่สุดในวันที่ 1 เมษายน 2026 ภายใต้ภารกิจที่ชื่อว่า Artemis II ซึ่งจะเป็นกลุ่มมนุษย์กลุ่มแรกนับตั้งแต่ยุค 1970 ที่เดินทางออกไกลกว่าวงโคจรต่ำของโลก อันเป็นพื้นที่ปฏิบัติการเดิมของโครงการกระสวยอวกาศและสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) หลังจากที่ภารกิจ Artemis I ได้ส่งแคปซูลไร้คนขับไปโคจรรอบดวงจันทร์มาแล้วในปี 2022 ภารกิจลำดับที่สองและสามนี้ถูกวางไว้เพื่อเป็นบทนำไปสู่การลงจอดของมนุษย์ครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษกับ Artemis IV ซึ่ง NASA ตั้งเป้าไว้ในช่วงต้นปี 2028 ในขณะที่ฝั่งจีนก็ได้ประกาศกร้าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือการส่งนักบินอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ให้ได้ภายในปี 2030
นอกจากมหาอำนาจทั้งสองแล้ว ยังมีประเทศอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่มีโครงการสำรวจดวงจันทร์เป็นของตนเอง รวมถึงสหภาพยุโรป (European Union) ด้วย โดยองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้รวบรวมข้อมูลพบว่า ภายในปี 2030 รัฐบาลและหน่วยงานเอกชนได้วางแผนภารกิจไว้มากกว่า 400 ภารกิจในช่วงสองทศวรรษข้างหน้า เพื่อบินผ่าน โคจรรอบดวงจันทร์ หรือนำยานอวกาศทั้งแบบมีลูกเรือและไร้คนขับไปลงจอด
ความแตกต่างสำคัญจากการแข่งขันไปดวงจันทร์ครั้งที่แล้วระหว่างสหรัฐฯ และอดีตสหภาพโซเวียต คือเป้าหมายในครั้งนี้ไปไกลกว่าการทิ้งเพียงธงชาติและรอยเท้าไว้บนพื้นผิวดวงจันทร์ จุดประสงค์ในครั้งนี้คือการปักหลักอาศัยอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยใช้ดวงจันทร์เป็นสนามทดสอบและฐานปล่อยยานสำหรับโครงการที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่า นั่นคือการเดินทางไปยังดาวอังคาร (Mars) ซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง 200 เท่า
เป้าหมายสูงสุดของโครงการ Artemis คือการสร้างตัวตนของมนุษย์บนดวงจันทร์อย่างยั่งยืน เพื่อเรียนรู้วิธีการเอาชีวิตรอดบนโลกใบอื่นก่อนที่จะส่งนักบินอวกาศเดินทางลึกเข้าไปในระบบสุริยะ ความเป็นไปได้ของแผนการนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากการค้นพบว่าดวงจันทร์มี "น้ำ" ในรูปแบบของน้ำแข็ง ซึ่งสามารถนำมาใช้ดื่ม ใช้ปลูกพืช หรือแม้แต่แยกองค์ประกอบเพื่อผลิตออกซิเจนและเชื้อเพลิงจรวดสำหรับการเดินทางในอนาคต แม้ตัวอย่างดินจากยุค Apollo จะทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์สมัยนั้นเชื่อว่าดวงจันทร์แห้งแล้งสนิท แต่ข้อมูลจากยานโคจรในยุค 1990 และการยืนยันของ NASA ในปี 2018 ได้เปลี่ยนความเชื่อนั้นไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบัน NASA จึงมีแผนส่งหุ่นยนต์สำรวจไปยังขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่หลุมอุกกาบาตไม่เคยได้รับแสงแดดและคาดว่าจะมีน้ำแข็งสะสมอยู่มหาศาล
ในการขับเคลื่อนโครงการยักษ์ใหญ่นี้ NASA ได้ปรับเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจจากการจ้างผู้รับเหมาดั้งเดิมอย่าง Boeing และ Lockheed Martin ในการสร้างจรวดและแคปซูลแบบดั้งเดิม มาเป็นการสนับสนุนเงินทุนให้บริษัทเอกชนหน้าใหม่อย่าง SpaceX ของ Elon Musk และ Blue Origin ของ Jeff Bezos เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระดับพันล้านดอลลาร์อย่างยานลงจอดรุ่นใหม่ โดย NASA จะตัดสินใจเลือกใช้ระหว่าง Starship หรือ Blue Moon ตามความพร้อมของเทคโนโลยีในภารกิจ Artemis IV นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนโครงการหุ่นยนต์ลงจอดขนาดเล็ก (CLPS) ซึ่ง Firefly Aerospace ประสบความสำเร็จในการนำยาน Blue Ghost ลงจอดและปฏิบัติงานได้นานกว่า 14 วันในเดือนมีนาคม 2025 ในขณะที่บริษัทอย่าง Intuitive Machines แม้จะเผชิญกับอุปสรรคยานล้มตะแคงระหว่างลงจอดบ้าง แต่ก็นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญของภาคเอกชนในการหวนคืนสู่ดวงจันทร์ของสหรัฐฯ
ทางด้านจีนเองก็ได้สร้างสถิติที่น่าประทับใจด้วยภารกิจตระกูล Chang’e โดยเฉพาะ Chang’e-4 ที่เป็นชาติแรกที่ลงจอดบน "ด้านไกลของดวงจันทร์" ได้สำเร็จ และ Chang’e-6 ที่สามารถเก็บตัวอย่างดินจากพื้นที่ดังกล่าวกลับมายังโลกได้ในปี 2024 จีนยังเดินหน้าสร้างพันธมิตรกับหลายประเทศ เช่น รัสเซีย แอฟริกาใต้ และปากีสถาน เพื่อร่วมกันสร้างสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ พร้อมแผนการที่ชัดเจนในการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารและสร้างฐานที่มั่นถาวรที่นั่นเช่นกัน
แม้จะมีข้อกังวลเรื่องงบประมาณที่มหาศาล โดยสำนักงานจเรตำรวจของ NASA ประเมินค่าใช้จ่ายโครงการ Artemis ระหว่างปี 2012-2025 ไว้ที่ประมาณ 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่เมื่อพิจารณาเป็นสัดส่วนต่อ GDP แล้ว การใช้จ่ายในครั้งนี้ยังถือว่าน้อยกว่าในยุค Apollo มาก ในขณะที่นานาชาติอย่างอินเดียและญี่ปุ่นต่างก็ประสบความสำเร็จในการลงจอดและกำลังร่วมมือกันสำรวจขั้วดวงจันทร์ ส่วนยุโรปเองก็นำโดยโครงการ Moonlight ที่เตรียมส่งดาวเทียมสื่อสารและยาน Argonaut เพื่อสนับสนุนระบบโลจิสติกส์บนดวงจันทร์ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการแข่งขันทางการเมืองอีกต่อไป แต่มันคือประตูบานแรกสู่การเป็นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนหลายดวงดาวของมนุษยชาติ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/features/2026-moon-race-explained/