.
ทรัมป์ให้ 'เดดไลน์ภายใน 10 วัน' ชี้ขาดอนาคต 'ปิดดีลนิวเคลียร์อิหร่าน' หรือเตรียมเผชิญมาตรการโจมตีทางทหาร ผู้แทนสองฝ่ายเริ่มยกร่างข้อตกลง
20-2-2026
สำนักข่าว Sputnik และ สำนักข่าว BBC รายงานตรงกัน ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) โดยสำนักข่าว Sputnik เปิดเผยว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะได้รับความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน (Iran) ภายในช่วง 10 วันข้างหน้านี้
“บางทีเรากำลังจะได้ทำข้อตกลง [กับอิหร่าน] ... พวกคุณจะได้รู้ผลภายใน 10 วันต่อจากนี้ แต่การประชุมในวันนี้คือข้อพิสูจน์ว่า ภายใต้ภาวะผู้นำที่แน่วแน่และเด็ดขาด ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้” ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวถ้อยแถลงในระหว่างการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการแห่งสันติภาพ (Board of Peace) ณ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (United States Institute of Peace) ในกรุงวอชิงตัน (Washington)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเจรจารอบที่สองระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของกรุงเตหะราน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ณ กรุงเจนีวา (Geneva) โดยมีประเทศโอมาน (Oman) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา
ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ประกาศถึงความคืบหน้าในการเจรจา พร้อมระบุว่าทั้งรัฐบาลเตหะรานและรัฐบาลวอชิงตันจะร่วมกันจัดทำร่างเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้เป็นรากฐานสำหรับข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
---
ส่วน สำนักข่าว BBC รายงานว่า ทรัมป์ตั้งกรอบเวลา 10 วันชี้ชะตาดีลนิวเคลียร์อิหร่าน ระหว่างโต๊ะเจรจาในเจนีวากับความเสี่ยงใช้กำลังทางทหารที่ตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุว่า โลกจะได้เห็นความชัดเจนว่า สหรัฐฯ (US) จะบรรลุข้อตกลงด้านนิวเคลียร์กับอิหร่าน (Iran) หรือหันไปใช้ปฏิบัติการทางทหาร “ภายในราว 10 วันข้างหน้า” โดยใช้เวทีการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการ Board of Peace ที่กรุงวอชิงตันเป็นที่ประกาศกรอบเวลานี้
ในถ้อยแถลงต่อที่ประชุม ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ “ยังมีงานต้องทำ” เพื่อให้ได้ข้อตกลงร่วมกับสาธารณรัฐอิสลามเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ พร้อมทิ้งท้ายว่า “เราอาจต้องก้าวไปอีกขั้น” ซึ่งถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเปิดช่องให้ตัวเลือกการใช้กำลังทางทหารถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาควบคู่กับช่องทางการทูต
ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการที่สหรัฐฯ เสริมกำลังทางทหารในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และสินทรัพย์ทางอากาศเพิ่มเติม ขณะเดียวกันมีรายงานความคืบหน้าจากการเจรจาทางอ้อมระหว่างคณะผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยทรัมป์ยกย่องว่าผู้แทนพิเศษ Steve Witkoff และจาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) บุตรเขยของเขา มี “การพบปะที่ดีมาก” กับฝ่ายอิหร่าน
ทรัมป์ยอมรับว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำข้อตกลงที่มีความหมายกับอิหร่าน มิฉะนั้นสิ่งเลวร้ายคงไม่เกิดขึ้น” ซึ่งสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวต่อเตหะรานและมองว่าการใช้แรงกดดันสูงสุดยังเป็นเครื่องมือหลัก ขณะที่หนึ่งวันก่อนหน้า แคโรไลน์ ลีวิตต์ (Karoline Leavitt) โฆษกทำเนียบขาว กล่าวเตือนว่า “อิหร่านจะฉลาดมากหากเลือกทำข้อตกลง” ย้ำว่าทรัมป์ยังต้องการเห็นทางออกทางการทูตในประเด็นนิวเคลียร์ แต่ก็ผูกโยงเข้ากับคำเตือนถึงผลลัพธ์ที่ “เลวร้าย” หากดีลไม่เกิดขึ้น
ในมิติการเมืองภายในสหรัฐฯ ท่าทีดังกล่าวเผชิญแรงต้านจากทั้งสมาชิกสภาคองเกรสพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วน ซึ่งคัดค้านการดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา โร คานนา (Ro Khanna) ส.ส.พรรคเดโมแครตจากรัฐแคลิฟอร์เนีย และโทมัส แมสซี (Thomas Massie) ส.ส.พรรครีพับลิกันจากรัฐเคนทักกี ประกาศว่าจะพยายามผลักดันให้มีการลงมติตามกฎหมาย War Powers Act ปี 1973 เพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการนำสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะสงคราม
คานนาเตือนผ่านสื่อสังคมว่า “สงครามกับอิหร่านจะเป็นหายนะ” โดยชี้ว่าอิหร่านเป็นประเทศที่มีประชากรราว 90 ล้านคน มีระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีดความสามารถทางทหารที่ซับซ้อน พร้อมเตือนว่าทหารสหรัฐฯ หลายพันนายในภูมิภาค “อาจตกเป็นเป้าหมายของการตอบโต้” หากเกิดความขัดแย้งเปิดหน้า อย่างไรก็ตาม โอกาสที่มติจำกัดอำนาจสงครามจะผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภายังถูกประเมินว่าไม่สูงนัก หลังจากวุฒิสมาชิกรีพับลิกันเพิ่งสกัดมติในลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับเวเนซุเอลาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
อีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ภาคสนามสะท้อนความเสี่ยงยกระดับความขัดแย้งอย่างชัดเจน หลังจากสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธและอากาศยานโจมตีศูนย์นิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่งในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดชี้ว่าอิหร่านกำลังเสริมความแข็งแรงฐานทัพและศูนย์นิวเคลียร์หลายจุด ขณะที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โพสต์ข้อความเตือนสหรัฐฯ บนสื่อสังคมว่า แม้เรือรบที่ถูกส่งมาใกล้อิหร่านจะเป็น “ยุทโธปกรณ์ที่อันตราย” แต่ “สิ่งที่อันตรายกว่า คืออาวุธที่สามารถส่งเรือลำนั้นลงสู่ก้นทะเลได้” เป็นสัญญาณการป้องปรามเชิงสัญลักษณ์ต่อวอชิงตัน
สำหรับ Board of Peace เอง เดิมทีถูกประกาศในฐานะกลไกช่วยยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาสในฉนวนกาซาและดูแลการฟื้นฟูพื้นที่ แต่ภารกิจในช่วงเดือนหลังเริ่มขยายกว้างไปไกลกว่าความขัดแย้งเดียว ทำให้เกิดคำถามในหมู่นักการทูตและนักวิเคราะห์ว่า คณะกรรมการที่ทรัมป์นั่งเป็นประธานนี้กำลังถูกใช้เป็นเวทีทวิภาคีแบบใหม่ที่ลดบทบาทของสหประชาชาติหรือไม่
เมื่อทรัมป์ใช้เวทีประชุมนัดแรกของ Board of Peace เพื่อประกาศ “เดดไลน์ 10 วัน” เรื่องอิหร่าน จึงไม่เพียงแต่สะท้อนแรงกดดันที่มีต่อเตหะรานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเดิมพันทางการเมืองของทำเนียบขาว ทั้งในมิติการแสดงภาวะผู้นำต่อพันธมิตรและคู่แข่ง และในการทดสอบความยืดหยุ่นของระบบถ่วงดุลอำนาจระหว่างสภาคองเกรสกับฝ่ายบริหารในยามที่เงื่อนไขสงคราม–สันติภาพถูกบีบให้ตัดสินใจภายในเส้นตายเพียงไม่กี่วัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sputnikglobe.com/20260219/trump-says-clarity-around-iran-nuclear-negotiations-will-likely-be-known-in-next-10-days-1123660434.html
https://bbc.com/news/articles/c86yjnw4x49o