.
ญี่ปุ่นก้าวสู่ยุคใหม่ด้านความมั่นคง 'ทาคาอิจิ' เร่งฟื้นฟูกองทัพ เพิ่มงบกลาโหม-ร่วมเครือข่ายข่าวกรอง Five Eyes -แก้รัฐธรรมนูญสันติภาพ ขณะตึงเครียดกับจีน
18-2-2026
Asia Times รายงานว่า ชัยชนะถล่มทลายของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) และพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party – LDP) ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้เปิดทางให้รัฐบาลใหม่มีอำนาจทางการเมืองในระดับประวัติการณ์
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1955 ที่พรรค LDP ฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถครองเสียงข้างมากระดับสองในสาม (supermajority) ในสภาล่างได้สำเร็จ และหากจำเป็น คณะรัฐมนตรีของทาคาอิจิยังมีอำนาจล้มมติของฝ่ายค้านในสภาสูงได้ แม้ว่าฝ่ายรัฐบาลจะยังถือเสียงข้างมากไม่เต็มรูปแบบในสภาสูงของไดเอ็ต (Diet – รัฐสภาญี่ปุ่น) ก็ตาม
ด้วยฐานเสียงเช่นนี้ ทาคาอิจิจึงมี “อาณัติทางการเมือง” ที่แข็งแรงในการผลักดันวาระหลักของตน ตั้งแต่การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces) ไปจนถึงแนวคิดที่อาจไปไกลถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญสันติภาพของญี่ปุ่น ซึ่งจำกัดบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเองและห้ามการทำสงครามในเชิงรุก
คำถามคือ ญี่ปุ่นกำลังมุ่งหน้าไปสู่การเป็นรัฐที่มีความเป็นทหาร (militarised) มากขึ้นภายใต้ทาคาอิจิหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น ผลสะเทือนต่อความมั่นคงในระดับภูมิภาคจะเป็นอย่างไร
สานต่อมรดก “ญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง” รับมือการผงาดของจีน
ทาคาอิจิวางภาพลักษณ์ตนเองว่าเป็น “มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) ของญี่ปุ่น” และเป็นผู้สืบทอดแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ (Shinzo Abe) อย่างชัดเจน
อาเบะ ซึ่งนำ LDP กลับมาสู่อำนาจในปี 2012 เคยให้คำมั่นจะ “ฟื้นญี่ปุ่นให้แข็งแกร่ง” และในช่วงดำรงตำแหน่ง 8 ปี ญี่ปุ่นได้นำนโยบาย “สันติภาพเชิงรุก” (proactive pacifism) มาใช้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงฉบับใหม่นี้ ญี่ปุ่นเริ่มขยับออกจากกรอบสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่สองในหลายมิติ ได้แก่
การเสริมสร้างศักยภาพกองกำลังป้องกันตนเอง
การผ่อนคลายข้อห้ามด้านการส่งออกอาวุธ
การสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่กับ NATO สหภาพยุโรป (EU) และกรอบ Quad
การกระชับพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ในปี 2014 ญี่ปุ่นยังได้ตีความรัฐธรรมนูญใหม่ เปิดช่องให้มีการใช้สิทธิ “การป้องกันตนเองร่วมกัน” (collective self-defense) หรือการช่วยเหลือพันธมิตรที่ถูกโจมตีด้วย ทาคาอิจิมองว่าหน้าที่ของตนคือ “เดินหน้าต่อจากจุดที่อาเบะเริ่มไว้” โดยมีทิศทางชัดเจน
ไม่นานหลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปีที่แล้ว ทาคาอิจิก่อให้เกิดความตึงเครียดกับปักกิ่ง เมื่อเธอส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นพร้อมจะช่วยปกป้องไต้หวัน (Taiwan) หากถูกจีนโจมตี จีนตอบโต้ด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจและวาทกรรมแข็งกร้าว แต่ทาคาอิจิไม่ถอยจากจุดยืน
ทั้งทาคาอิจิและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ยังไม่มีทีท่าจะเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต ปักกิ่งเตือนพลเมืองจีนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่น พร้อมกล่าวหาว่านโยบายของทาคาอิจิเป็นภัยต่อความมั่นคงภูมิภาคและระเบียบระหว่างประเทศ
ในมุมหนึ่ง ทาคาอิจิกำลังใช้ “จีนที่แข็งกร้าวขึ้น” เป็นปัจจัยผลักดันให้สังคมญี่ปุ่นยอมรับวาระด้านความมั่นคงของเธอง่ายขึ้น ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนรัฐบาลของเธอ โดยผลสำรวจหลังเลือกตั้งพบว่า 69% เห็นชอบต่อการทำงานของคณะรัฐมนตรี
แผนปฏิรูปกำลังพลและข่าวกรอง: จากงบกลาโหมถึงกฎหมายต่อต้านสายลับ
รัฐบาลทาคาอิจิเตรียมเริ่มทบทวนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2022 โดยมีแนวโน้มจะบรรจุแนวคิด “การบริหารจัดการวิกฤต” (crisis management) ซึ่งเชื่อมโยงมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และนโยบายอุตสาหกรรมเข้าไว้ด้วยกัน
แม้ญี่ปุ่นมีภาระหนี้สาธารณะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทาคาอิจิก็ได้เร่งเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้แตะระดับ 2% ของ GDP ก่อนกำหนดเดิม และยังให้คำมั่นจะเพิ่มมากขึ้นอีก รัฐบาลของเธอกำลังพิจารณาแผนจัดหาเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และได้ประกาศแนวทางผ่อนคลายกฎการส่งออกอาวุธเพิ่มเติม เพื่อเปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกอาวุธร้ายแรงได้ในอนาคต
ญี่ปุ่นได้อนุญาตให้ส่งออกระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot PAC‑3 ไปยังสหรัฐฯ เพื่อเติมสต็อกที่ถูกส่งให้ยูเครนและอิสราเอลแล้ว นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังตกลงขายเรือฟริเกตชั้น Mogami ให้กับออสเตรเลีย และลงนามความร่วมมือกับอิตาลีและสหราชอาณาจักร เพื่อร่วมพัฒนารถรบไอพ่นโจมตีรุ่นใหม่
ในเวทีระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในโครงการจัดหาอุปกรณ์ทางทหารให้ยูเครนภายใต้กรอบที่นำโดย NATO แม้บทบาทจะยังจำกัดอยู่ที่การจัดส่งยุทโธปกรณ์ที่ไม่เป็นอาวุธร้ายแรง แต่ก็ถูกมองว่าเป็นฐานให้ความร่วมมือด้านกลาโหมกับ NATO ลึกขึ้นในอนาคต
ด้านข่าวกรองภายในประเทศ ทาคาอิจิประกาศว่าจะผลักดันกฎหมายต่อต้านการจารกรรม (anti-spy law) ฉบับใหม่ ตั้งหน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Bureau) ที่มีโมเดลคล้ายกับ Central Intelligence Agency (CIA) ของสหรัฐฯ และจัดทำนโยบายข่าวกรองระดับชาติอย่างเป็นทางการ
เป้าหมายของมาตรการเหล่านี้คือการยกระดับประสิทธิภาพด้านข่าวกรองของญี่ปุ่น ซึ่งถูกวิจารณ์มานานว่าถูกจำกัดด้วยปัญหาการแบ่งเขตอำนาจและความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานราชการในประเทศ วิสัยทัศน์ระยะยาวคือการยกระดับจนมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการเข้าร่วมเครือข่ายข่าวกรอง “Five Eyes”
บริหารพันธมิตรสหรัฐฯ ในยุค Donroe doctrine
ในบริบทที่ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงจากจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย โตเกียวแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคงพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ไว้อย่างเข้มแข็ง
หนึ่งในวาระสำคัญที่สุดของทาคาอิจิคือการบริหารจัดการพันธมิตรสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น ในยุคที่สหรัฐฯ หันไปเน้นยุทธศาสตร์ความมั่นคง “Donroe doctrine” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งให้ความสำคัญกับซีกโลกตะวันตกมากขึ้น และอาจทำให้โฟกัสต่ออินโด–แปซิฟิกลดลงในบางช่วง
ทรัมป์เคยประกาศสนับสนุนทาคาอิจิในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อเธอเดินทางเยือนวอชิงตันในวันที่ 19 มีนาคม ทาคาอิจิมีแนวโน้มจะพยายามโน้มน้าวให้ทำเนียบขาวรักษาความสำคัญของประเด็นจีนในวาระความมั่นคงของสหรัฐฯ ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนปักกิ่งในเดือนเมษายน
เพื่อชดเชยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ทาคาอิจิอาจใช้ทุนทางการเมืองที่มีอยู่เร่งผลักดันให้ญี่ปุ่นเดินหน้าตามคำมั่นลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วขึ้น
จาก “ผู้นำโลกเสรี” สู่ “สตรีทรงอิทธิพลที่สุดในโลก”
เมื่อสิบปีก่อน อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีในขณะนั้น เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้นำคนใหม่ของโลกเสรี” วันนี้ ทาคาอิจิกำลังถูกสื่อบางส่วนขนานนามว่าเป็น “ผู้หญิงที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ญี่ปุ่นจะกลายเป็นประเทศที่มีกองกำลังแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด แต่คือทาคาอิจิจะใช้ “ทุนอำนาจใหม่” ของเธอในการขยับตัวท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและพันธมิตรที่ไม่แน่นอนอย่างไร
วิธีที่เธอจัดสมดุลระหว่างการเสริมกำลังทางทหาร การรักษาพันธมิตรกับสหรัฐฯ การจัดการความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับจีน และการตอบโจทย์สังคมญี่ปุ่นที่ยังมีรากฐานสันติภาพหลังสงคราม จะเป็นตัวกำหนดทั้งมรดกทางการเมืองของทาคาอิจิ และแนวทางความมั่นคงของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือในอีกหลายปีข้างหน้า
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/make-japan-strong-again-takaichis-plan-to-revive-the-military/